คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2560 ฉบับเต็ม

#613000
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2560 นางเฉลิมศรี เทพสุภรณ์กุล กับพวก โจทก์ นายปรีชา วงศ์ประทุม กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 137, มาตรา 267 ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2556 คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ล. กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และ 267 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 137, 267 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 1 และนางลาวัณย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายสังคมกับนางยันทา เมื่อนางยันทาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางลาวัณย์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลมีคำสั่งถอน นางลาวัณย์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทาแทน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในขณะที่นางลาวัณย์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทา นางลาวัณย์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ตำบลสร้างแป้น อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยันทาให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดได้ฟ้องนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น และกำจัดมิให้นางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 รับมรดกของนางยันทา จากนั้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลง และให้กำจัดนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 พร้อมที่ดินแปลงอื่น และให้กำจัดนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา อยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี สาขาเพ็ญ ผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความตามความเป็นจริงตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงมิได้เป็นข้อความเท็จ นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามรับว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1641/2554 ของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมที่ดินแปลงอื่น อยู่ในระหว่างฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อีกทั้งนายฉัตรชัยพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความถึงขั้นตอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินได้ความว่า พยานสอบสวนสิทธิของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามแบบ ท.ด.1 โดยตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายและเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนหรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้ว พยานได้ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้แก่เจ้าของที่ดินโดยไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยทั้งสามมิได้หลอกลวงให้พยานจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายฉัตรชัยนั้นเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (นิพนธ์ ใจสำราญ-ไมตรี สุเทพากุล-เทพ อิงคสิทธิ์) ศาลแขวงอุดรธานี - นางสาววราภรณ์ มณีชื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.858/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4156/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2970/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613000
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุดรธานี",
        "judge": "นางสาววราภรณ์ มณีชื่น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960333"
    }
}
date
2560
deka_no
4017/2560
deka_running_no
4017
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ไมตรี สุเทพากุล",
    "เทพ อิงคสิทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 137",
            "ม. 267"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเฉลิมศรี เทพสุภรณ์กุล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปรีชา วงศ์ประทุม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 137, 267

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 1 และนางลาวัณย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายสังคมกับนางยันทา เมื่อนางยันทาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางลาวัณย์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลมีคำสั่งถอน นางลาวัณย์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทาแทน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในขณะที่นางลาวัณย์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทา นางลาวัณย์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ตำบลสร้างแป้น อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยันทาให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดได้ฟ้องนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น และกำจัดมิให้นางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 รับมรดกของนางยันทา จากนั้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลง และให้กำจัดนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 พร้อมที่ดินแปลงอื่น และให้กำจัดนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา อยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี สาขาเพ็ญ ผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความตามความเป็นจริงตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงมิได้เป็นข้อความเท็จ นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามรับว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1641/2554 ของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมที่ดินแปลงอื่น อยู่ในระหว่างฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อีกทั้งนายฉัตรชัยพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความถึงขั้นตอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินได้ความว่า พยานสอบสวนสิทธิของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามแบบ ท.ด.1 โดยตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายและเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนหรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้ว พยานได้ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้แก่เจ้าของที่ดินโดยไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยทั้งสามมิได้หลอกลวงให้พยานจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายฉัตรชัยนั้นเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4156/2557
primary_red_case_no
อ2970/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000188.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.858/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560