คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2560 ฉบับเต็ม

#613118
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2560 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายเจษฏากร พวงรัตน์ จำเลย ป.อ. มาตรา 18, มาตรา 56, มาตรา 58 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), มาตรา 143, มาตรา 144 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง และขอให้บวกโทษจำคุกที่เปลี่ยนเป็นคุมความประพฤติของจำเลยไว้ในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวคดีก่อน เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 14 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ หากแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มีกำหนด 5 ปี หลังจากนั้นภายในกำหนดเวลาที่ถูกคุมความประพฤติซึ่งเป็นเงื่อนไขในการปล่อยตัวจำเลยในคดีก่อน จำเลยกลับมากระทำผิดในคดีนี้อีกหลังมีอายุพ้นเกณฑ์การเป็นเยาวชน ซึ่งชอบที่จะว่ากล่าวไปตามวิธีการที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่อาจนำมาเทียบเคียงว่ากรณีเช่นนี้ของจำเลยเป็นการกลับมากระทำความผิดภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 58 ฉะนั้น แม้คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษจำคุกก็ไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่เปลี่ยนเป็นคุมประพฤติของจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีและปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุก 14 ปี 6 เดือน ที่ศาลเปลี่ยนเป็นคุมความประพฤติจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 17 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกินหนึ่งปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 4 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่มีกำหนด 14 ปี 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ในคดีก่อนศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชรกำหนดโทษจำคุกจำเลยไว้โดยไม่ได้รอการลงโทษ หากแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในสถานพินิจ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) กรณีจึงมิใช่จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังที่โจทก์กล่าวและมีคำขอมาในฟ้อง ส่วนที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่ถูกคุมความประพฤติซึ่งเป็นเงื่อนไขในการปล่อยตัวในคดีก่อนนั้นก็ชอบที่จะว่ากล่าวตามวิธีการที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่อาจนำมาเทียบเคียงว่ากรณีเช่นนี้ของจำเลยเป็นการกลับมากระทำความผิดภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ฉะนั้น แม้คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษจำคุกก็ไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์-สุนทร ทรงฤกษ์-อุดม วัตตธรรม) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นางสาวศิริวรรณ นำสุขตระกูล ศาลอุทธรณ์ - นายภีม ธงสันติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1245/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2718/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2774/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613118
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นางสาวศิริวรรณ นำสุขตระกูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายภีม ธงสันติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959863"
    }
}
date
2560
deka_no
5307/2560
deka_running_no
5307
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "อุดม วัตตธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 56",
            "ม. 58"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 66 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 142 (1)",
            "ม. 143",
            "ม. 144"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเจษฏากร พวงรัตน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่เปลี่ยนเป็นคุมประพฤติของจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีและปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุก 14 ปี 6 เดือน ที่ศาลเปลี่ยนเป็นคุมความประพฤติจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 17 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกินหนึ่งปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 4 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่มีกำหนด 14 ปี 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ในคดีก่อนศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชรกำหนดโทษจำคุกจำเลยไว้โดยไม่ได้รอการลงโทษ หากแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในสถานพินิจ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) กรณีจึงมิใช่จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังที่โจทก์กล่าวและมีคำขอมาในฟ้อง ส่วนที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่ถูกคุมความประพฤติซึ่งเป็นเงื่อนไขในการปล่อยตัวในคดีก่อนนั้นก็ชอบที่จะว่ากล่าวตามวิธีการที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่อาจนำมาเทียบเคียงว่ากรณีเช่นนี้ของจำเลยเป็นการกลับมากระทำความผิดภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ฉะนั้น แม้คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษจำคุกก็ไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2718/2558
primary_red_case_no
อ2774/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000184.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1245/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560