คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2560 ฉบับเต็ม

#613212
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2560 นางเรณุกา แก้วผลึก กับพวก โจทก์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย จำเลย ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 มาตรา ข้อ 4 จำเลยมีคำสั่งให้เรือขุดที่ผู้ตายเป็นพนักงานประจำเรือไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จึงถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ผู้ตายไปปฏิบัติงานตามหน้าที่การงานปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานตามปกติ หลังเลิกงานแล้วเดินทางกลับบ้านพักระหว่างทางประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย ซึ่งช่วงเวลาเดินทางกลับบ้านเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของนายจ้าง จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์แก่นายจ้าง หรือการปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างอันจะถือเป็นการประสบอันตรายตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ข้อ 4 ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทน 2,230,272 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 นายธนัท เป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 วันที่ 8 กันยายน 2529 จำเลยจ้างนายธนัทเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานปากเรือ 5 (นายท้ายอาวุโส) เรือขุด 3 แผนกเรือขุด กองการขุดลอกฝ่ายการร่องน้ำ วันที่ 14 มกราคม 2556 จำเลยมีคำสั่งให้นายธนัทไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายธนัทขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพักแล้วถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้นายธนัทผู้ตายซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยไปทำงานในสถานที่ทำงานปกติของลูกจ้างมิใช่เป็นการสั่งให้ไปทำงานนอกสถานที่ทำงานตามปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ สำนักงานตามปกติแล้วเดินทางกลับบ้านอันเป็นการเดินทางจากที่ทำงานกลับบ้านพักตามปกติ การที่ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตายเมื่อเวลา 17 นาฬิกา จึงมิใช่เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้างตามคำนิยาม "ประสบอันตราย" ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าคำสั่งกองการขุดลอกที่ 02/2556 มิใช่คำสั่งให้ผู้ตายไปทำงานในสถานที่ตามปกติของจำเลย แต่เป็นคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากปฏิบัติงานในช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เสร็จแล้วประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับที่พักถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้แก่คดีนี้ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายที่คลาดเคลื่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายใหม่เสียให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่าจำเลยจ้างผู้ตายเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานปากเรือ 5 (นายท้ายอาวุโส) เรือขุด 3 แผนกเรือขุด กองการขุดลอก ฝ่ายการร่องน้ำ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2556 จำเลยมีคำสั่งให้เรือขุด 3 ที่ผู้ตายเป็นพนักงานประจำเรือ (นายท้ายอาวุโส) ไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จึงถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ผู้ตายไปปฏิบัติงานตามหน้าที่การงานปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานตามปกติ หลังเลิกงานแล้วเดินทางกลับบ้านพักระหว่างทางประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย ซึ่งช่วงเวลาเดินทางกลับบ้านพักเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของนายจ้าง จึงมิใช่เป็นกรณีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือการปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างอันจะถือเป็นการประสบอันตรายตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ข้อ 4 ที่โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ปกรณ์ สุวรรณพรหมา-วิชัย เอื้ออังคณากุล-นิติ เอื้อจรัสพันธุ์) ศาลแรงงานกลาง - นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2395/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1681/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2596/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613212
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960097"
    }
}
date
2560
deka_no
4632/2560
deka_running_no
4632
deka_year
2560
department
แรงงาน
judges
[
    "ปกรณ์ สุวรรณพรหมา",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "นิติ เอื้อจรัสพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549",
        "law_abbr": "ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเรณุกา แก้วผลึก กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "การท่าเรือแห่งประเทศไทย"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทน 2,230,272 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 นายธนัท เป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 วันที่ 8 กันยายน 2529 จำเลยจ้างนายธนัทเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานปากเรือ 5 (นายท้ายอาวุโส) เรือขุด 3 แผนกเรือขุด กองการขุดลอกฝ่ายการร่องน้ำ วันที่ 14 มกราคม 2556 จำเลยมีคำสั่งให้นายธนัทไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายธนัทขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพักแล้วถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้นายธนัทผู้ตายซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยไปทำงานในสถานที่ทำงานปกติของลูกจ้างมิใช่เป็นการสั่งให้ไปทำงานนอกสถานที่ทำงานตามปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ สำนักงานตามปกติแล้วเดินทางกลับบ้านอันเป็นการเดินทางจากที่ทำงานกลับบ้านพักตามปกติ การที่ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตายเมื่อเวลา 17 นาฬิกา จึงมิใช่เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้างตามคำนิยาม "ประสบอันตราย" ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าคำสั่งกองการขุดลอกที่ 02/2556 มิใช่คำสั่งให้ผู้ตายไปทำงานในสถานที่ตามปกติของจำเลย แต่เป็นคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากปฏิบัติงานในช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เสร็จแล้วประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับที่พักถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้แก่คดีนี้ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายที่คลาดเคลื่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายใหม่เสียให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่าจำเลยจ้างผู้ตายเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานปากเรือ 5 (นายท้ายอาวุโส) เรือขุด 3 แผนกเรือขุด กองการขุดลอก ฝ่ายการร่องน้ำ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2556 จำเลยมีคำสั่งให้เรือขุด 3 ที่ผู้ตายเป็นพนักงานประจำเรือ (นายท้ายอาวุโส) ไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จึงถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ผู้ตายไปปฏิบัติงานตามหน้าที่การงานปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานตามปกติ หลังเลิกงานแล้วเดินทางกลับบ้านพักระหว่างทางประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย ซึ่งช่วงเวลาเดินทางกลับบ้านพักเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของนายจ้าง จึงมิใช่เป็นกรณีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือการปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างอันจะถือเป็นการประสบอันตรายตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ข้อ 4 ที่โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1681/2557
primary_red_case_no
พ2596/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000186.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2395/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560