คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4600/2560 ฉบับเต็ม

#613213
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4600/2560 นางสาวอุทุมพร ชูศรีพัฒน์ โจทก์ บริษัทเคที โพรเทค จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, มาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ โดยการคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หากเดือนใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าได้จำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นประจำทุกเดือนก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างไม่ เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี และแม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับทุกสิ้นเดือนของเดือนถัดไป โดยไม่ต้องรอว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ แม้โจทก์ไม่ทวงถามค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าของเดือนสิงหาคม 2556 แต่ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าก็จะถึงกำหนดชำระให้แก่โจทก์ในสิ้นเดือนกันยายน 2556 จึงไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 357,930 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 357,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายสินค้าในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท และตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าทุกวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไปโดยไม่ต้องรอว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ โจทก์ลาออกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2556 โจทก์ขายสินค้าให้จำเลยรวมหลายรายการ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินจำนวน 357,930 บาท ในวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไป ซึ่งจำเลยยังไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าดังกล่าวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กรณีนี้ค่าจ้างถึงกำหนดที่จะจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 ถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้แม้ว่าโจทก์ไม่มีคำขอในส่วนนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับต่อเมื่อขายสินค้าได้ มิใช่เป็นเงินที่โจทก์จะได้รับทุกเดือนจึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าเคมีเกษตร โดยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายจากยอดขายจึงถือได้ว่าค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์โดยการคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และเมื่อค่าตอบแทนในการขายเป็นเงินที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำย่อมมีความหมายอยู่แล้วว่าหากเดือนใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าเคมีเกษตร จำเลยก็ไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายเป็นประจำทุกเดือน ก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่าโจทก์ลาออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 จึงไม่มีค่าจ้างที่ถึงกำหนดในเดือนกันยายน 2556 จำเลยจึงไม่ผิดนัดนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าค่าตอบแทนในการขายเป็นค่าจ้าง และข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ว่าเงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังเป็นยุติ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และแม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานภาค 4 - นายสุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.586/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ6/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ62/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613213
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 4",
        "judge": "นายสุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960103"
    }
}
date
2560
deka_no
4600/2560
deka_running_no
4600
deka_year
2560
department
แรงงาน
judges
[
    "บูรณ์ ฐาปนดุลย์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 9"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 52"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวอุทุมพร ชูศรีพัฒน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเคที โพรเทค จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 357,930 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 357,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายสินค้าในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท และตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าทุกวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไปโดยไม่ต้องรอว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ โจทก์ลาออกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2556 โจทก์ขายสินค้าให้จำเลยรวมหลายรายการ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินจำนวน 357,930 บาท ในวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไป ซึ่งจำเลยยังไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าดังกล่าวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กรณีนี้ค่าจ้างถึงกำหนดที่จะจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 ถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้แม้ว่าโจทก์ไม่มีคำขอในส่วนนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับต่อเมื่อขายสินค้าได้ มิใช่เป็นเงินที่โจทก์จะได้รับทุกเดือนจึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าเคมีเกษตร โดยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายจากยอดขายจึงถือได้ว่าค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์โดยการคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และเมื่อค่าตอบแทนในการขายเป็นเงินที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำย่อมมีความหมายอยู่แล้วว่าหากเดือนใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าเคมีเกษตร จำเลยก็ไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายเป็นประจำทุกเดือน ก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่าโจทก์ลาออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 จึงไม่มีค่าจ้างที่ถึงกำหนดในเดือนกันยายน 2556 จำเลยจึงไม่ผิดนัดนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าค่าตอบแทนในการขายเป็นค่าจ้าง และข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ว่าเงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังเป็นยุติ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และแม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ6/2557
primary_red_case_no
พ62/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000186.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.586/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560