คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2560 ฉบับเต็ม

#613215
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2560 นางอริสรา นิตยา โจทก์ นางสาวทิพย์ภาพร สุรียพรรณ จำเลย ป.อ. มาตรา 91 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), มาตรา (2) จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่และออกเช็คให้โจทก์ แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ ข้อ 2 เขียนว่า เช็คเงินสด เลขที่ 0094654 ลงวันที่ 11-08-2556 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 974300XXXX เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย และเช็คเงินสด เลขที่ 0094655 เลขที่บัญชี 974300XXXX ของธนาคาร ท. จำนวนเงิน 427,600 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น (เช็คลงวันที่ 11-08-2556) ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วยก็ตาม แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คให้โจทก์ เชื่อว่าจำเลยออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มิใช่ออกเช็คเพื่อเป็นประกัน เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ กับจำเลยออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส สุราษฎร์ธานี รวม 2 ฉบับ ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ฉบับที่ 1 สั่งจ่ายเงิน 400,000 บาท และฉบับที่ 2 สั่งจ่ายเงิน 427,600 บาท ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางณัฐฑริกา และนางสุทธาลักษณ์ เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2556 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยมาที่บ้านของนางสุทธาลักษณ์ เพื่อกู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 400,000 บาท และ 427,600 บาท มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้เป็นหลักฐาน ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ โดยนางณัฐฑริกาเป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยได้ออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เห็นว่า แม้โจทก์ นางณัฐฑริกา และนางสุทธาลักษณ์ เป็นพี่น้องกัน แต่โจทก์และพยานโจทก์ทั้งสองก็เบิกความสอดคล้องกันโดยไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสุทธาลักษณ์ เป็นเจ้าของบ้าน ส่วนนางณัฐฑริกา เป็นผู้เขียนสัญญากู้เงิน หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความดังกล่าวเพราะเป็นการเสี่ยงที่พยานโจทก์ทั้งสองอาจได้รับโทษทางอาญาได้ จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่านางณัฐฑริกาและนางสุทธาลักษณ์จะเบิกความเพื่อเป็นประโยชน์แก่โจทก์ เชื่อว่าโจทก์และพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยออกเช็คให้นางสุทธาลักษณ์เพื่อประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินจากนางสุทธาลักษณ์หลายครั้ง และวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์นั้นจำเลยอยู่ที่บ้านและอยู่ที่จังหวัดยะลานั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยกู้ยืมเงินนางสุทธาลักษณ์หลายครั้ง รวมเป็นเงินไม่เกิน 300,000 บาท จำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ให้นางสุทธาลักษณ์เกินกว่า 300,000 บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ให้นางสุทธาลักษณ์เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกู้ยืมจากนางสุทธาลักษณ์ หากจะค้างชำระก็น่าจะมีเพียงแต่ดอกเบี้ย จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลที่จำเลยจะออกเช็ค สั่งจ่ายเงินจำนวนรวมกันถึง 827,600 บาท ให้นางสุทธาลักษณ์ ทั้งจำเลยก็ไม่มีพยานมาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 2 มีนาคม 2556 จำเลยอยู่ที่บ้าน ส่วนวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 จำเลยอยู่ที่จังหวัดยะลา สำหรับหลักฐานใบรับเงินและหลักฐานการเข้าพักที่โรงแรมพี.พี. จังหวัดยะลา ก็ไม่มีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยได้เพราะจำเลยอาจให้ผู้อื่นชำระเงินค่าห้องพักแทนจำเลย และจำเลยสามารถเดินทางจากจังหวัดยะลามายังบ้านของนางสุทธาลักษณ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเดินทางกลับจังหวัดยะลาได้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่และออกเช็คให้โจทก์ แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อ 2 เขียนว่า เช็คเงินสด เลขที่ 0094654 ลงวันที่ 11-08-2556 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้โลตัส สุราษฎร์ธานี เลขที่บัญชี 974300XXXX เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย และเช็คเงินสด เลขที่ 0094655 เลขที่บัญชี 974300XXXX ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาเทสโก้โลตัส จำนวนเงิน 427,600 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น (เช็คลงวันที่ 11-08-2556) ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วยก็ตาม แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คให้โจทก์ เชื่อว่าจำเลยออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มิใช่ออกเช็คเพื่อเป็นประกัน เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (เทพ อิงคสิทธิ์-นิพนธ์ ใจสำราญ-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี - นายยุทธศักดิ์ เชาวลิต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.102/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2701/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1698/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613215
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายยุทธศักดิ์ เชาวลิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960337"
    }
}
date
2560
deka_no
3961/2560
deka_running_no
3961
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอริสรา นิตยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวทิพย์ภาพร สุรียพรรณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ กับจำเลยออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส สุราษฎร์ธานี รวม 2 ฉบับ ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ฉบับที่ 1 สั่งจ่ายเงิน 400,000 บาท และฉบับที่ 2 สั่งจ่ายเงิน 427,600 บาท ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางณัฐฑริกา และนางสุทธาลักษณ์ เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2556 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยมาที่บ้านของนางสุทธาลักษณ์ เพื่อกู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 400,000 บาท และ 427,600 บาท มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้เป็นหลักฐาน ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ โดยนางณัฐฑริกาเป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยได้ออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เห็นว่า แม้โจทก์ นางณัฐฑริกา และนางสุทธาลักษณ์ เป็นพี่น้องกัน แต่โจทก์และพยานโจทก์ทั้งสองก็เบิกความสอดคล้องกันโดยไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสุทธาลักษณ์ เป็นเจ้าของบ้าน ส่วนนางณัฐฑริกา เป็นผู้เขียนสัญญากู้เงิน หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความดังกล่าวเพราะเป็นการเสี่ยงที่พยานโจทก์ทั้งสองอาจได้รับโทษทางอาญาได้ จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่านางณัฐฑริกาและนางสุทธาลักษณ์จะเบิกความเพื่อเป็นประโยชน์แก่โจทก์ เชื่อว่าโจทก์และพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยออกเช็คให้นางสุทธาลักษณ์เพื่อประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินจากนางสุทธาลักษณ์หลายครั้ง และวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์นั้นจำเลยอยู่ที่บ้านและอยู่ที่จังหวัดยะลานั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยกู้ยืมเงินนางสุทธาลักษณ์หลายครั้ง รวมเป็นเงินไม่เกิน 300,000 บาท จำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ให้นางสุทธาลักษณ์เกินกว่า 300,000 บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ให้นางสุทธาลักษณ์เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกู้ยืมจากนางสุทธาลักษณ์ หากจะค้างชำระก็น่าจะมีเพียงแต่ดอกเบี้ย จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลที่จำเลยจะออกเช็ค สั่งจ่ายเงินจำนวนรวมกันถึง 827,600 บาท ให้นางสุทธาลักษณ์ ทั้งจำเลยก็ไม่มีพยานมาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 2 มีนาคม 2556 จำเลยอยู่ที่บ้าน ส่วนวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 จำเลยอยู่ที่จังหวัดยะลา สำหรับหลักฐานใบรับเงินและหลักฐานการเข้าพักที่โรงแรมพี.พี. จังหวัดยะลา ก็ไม่มีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยได้เพราะจำเลยอาจให้ผู้อื่นชำระเงินค่าห้องพักแทนจำเลย และจำเลยสามารถเดินทางจากจังหวัดยะลามายังบ้านของนางสุทธาลักษณ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเดินทางกลับจังหวัดยะลาได้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่และออกเช็คให้โจทก์ แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อ 2 เขียนว่า เช็คเงินสด เลขที่ 0094654 ลงวันที่ 11-08-2556 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้โลตัส สุราษฎร์ธานี เลขที่บัญชี 974300XXXX เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย และเช็คเงินสด เลขที่ 0094655 เลขที่บัญชี 974300XXXX ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาเทสโก้โลตัส จำนวนเงิน 427,600 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น (เช็คลงวันที่ 11-08-2556) ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วยก็ตาม แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คให้โจทก์ เชื่อว่าจำเลยออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มิใช่ออกเช็คเพื่อเป็นประกัน เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2701/2556
primary_red_case_no
อ1698/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000188.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.102/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560