ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5616/2560
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นายโจฟรีรี่ โฮเคย์ (GEOPHERY OKEY)
หรือนายโอเกจูกุ อจาโก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 15
ป.วิ.พ. มาตรา 27
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3, มาตรา 16, มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, มาตรา 19 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสอง
แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
___________________________
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หลังจากเพิ่มโทษหนึ่งในสามและลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่จำเลย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเป็นเวลา 388 วัน วันที่ 14 สิงหาคม 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยตัวจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวและไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงปิดประกาศให้จำเลยทราบหน้าศาล เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง หลังจากเพิ่มโทษหนึ่งในสามในความผิดดังกล่าวและรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 18 ปี 16 เดือน และปรับ 1,066,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปปลดชื่อออกจากบัญชีดำผู้ต้องหาค้ายาเสพติดและคำร้องขอแก้ไขชื่อจำเลยตามหนังสือเดินทาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 10 มกราคม 2557 จำเลยขอตรวจสำนวน ศาลชั้นต้นสอบจำเลยผ่านล่ามว่าเป็นจำเลยคดีนี้จริง จึงให้รับตัวไว้และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังแล้วให้เพิกถอนหมายจับและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ในวันที่ 23 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน วันที่ 4 มีนาคม 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นส่งสำเนาให้โจทก์แก้แล้วมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างว่าการนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องนั้น จำเลยต้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยจะมายื่นคำร้องขอต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงหาได้ไม่ ให้ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยฎีกาโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกฎีกาของจำเลย
(ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-รัถยา สัตยาบัน)
ศาลจังหวัดพระโขนง - นายสมาน ศิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ - นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1451/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ8214/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ7039/2552
หมายเหตุ