คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5335/2560 ฉบับเต็ม

#613220
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5335/2560 พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี โจทก์ นายวิจิตร แนวสุข โจทก์ร่วม นายชัชวาล ตั้งทรงเจริญ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 28, มาตรา 120 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายฝ่ายเดียว ที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลย ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างใหม่ซึ่งไม่ได้ปรากฏในชั้นพิจารณา ถือเป็นการยกขึ้นอ้างในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอ้างในฎีกาว่า ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่การวินิจฉัยก็ไม่ได้ทำให้ผลทางคดีอาญาเปลี่ยนแปลงไปเพราะไม่ได้กระทบต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ส่วนผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยดังที่อ้างในฎีกาได้หรือไม่ เป็นประเด็นเรื่องของความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งที่ต้องไปว่ากล่าวกันในส่วนแพ่ง ปัญหานี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ระหว่างพิจารณา นายวิจิตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (1) (8) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยได้วางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า อุทธรณ์ในข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะโจทก์ร่วมสมัครใจวิวาทกับจำเลย เป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้กำปั้นชกต่อยทำร้ายร่างกายนายวิจิตร ผู้เสียหาย ที่บริเวณใบหน้า แล้วใช้มือทั้งสองข้างควักลูกตาทั้งสองข้างของผู้เสียหาย และจับศีรษะผู้เสียหายโขกลงกับพื้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากตาข้างขวาไม่สามารถมองเห็นภาพได้อีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายฝ่ายเดียว ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลย ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างใหม่ซึ่งไม่ได้ปรากฏในชั้นพิจารณา ถือเป็นการยกขึ้นอ้างในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอ้างในฎีกาว่าปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่การวินิจฉัยก็ไม่ได้ทำให้ผลทางคดีอาญาเปลี่ยนแปลงไปเพราะไม่ได้กระทบต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ส่วนผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยดังที่อ้างในฎีกาได้หรือไม่ เป็นประเด็นเรื่องของความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งที่ต้องไปว่ากล่าวกันในส่วนแพ่ง ปัญหานี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โดยให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ซึ่งไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่กระทำความผิดขณะใช้บังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เดิม ซึ่งระวางโทษเพียงโทษจำคุกในอัตราดังกล่าวเพียงสถานเดียว จึงคงใช้บังคับตามมาตรา 297 เดิม แก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (วันชัย ศศิโรจน์-จินดา ปัณฑะโชติ-เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช) ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายสราวุฒิ บุญญกูล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.944/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1087/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1520/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613220
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี",
        "judge": "นายสราวุฒิ บุญญกูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959860"
    }
}
date
2560
deka_no
5335/2560
deka_running_no
5335
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "วันชัย ศศิโรจน์",
    "จินดา ปัณฑะโชติ",
    "เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 28",
            "ม. 120"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายวิจิตร แนวสุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชัชวาล ตั้งทรงเจริญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

ระหว่างพิจารณา นายวิจิตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (1) (8) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยได้วางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า อุทธรณ์ในข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะโจทก์ร่วมสมัครใจวิวาทกับจำเลย เป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้กำปั้นชกต่อยทำร้ายร่างกายนายวิจิตร ผู้เสียหาย ที่บริเวณใบหน้า แล้วใช้มือทั้งสองข้างควักลูกตาทั้งสองข้างของผู้เสียหาย และจับศีรษะผู้เสียหายโขกลงกับพื้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากตาข้างขวาไม่สามารถมองเห็นภาพได้อีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายฝ่ายเดียว ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลย ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างใหม่ซึ่งไม่ได้ปรากฏในชั้นพิจารณา ถือเป็นการยกขึ้นอ้างในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอ้างในฎีกาว่าปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่การวินิจฉัยก็ไม่ได้ทำให้ผลทางคดีอาญาเปลี่ยนแปลงไปเพราะไม่ได้กระทบต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ส่วนผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยดังที่อ้างในฎีกาได้หรือไม่ เป็นประเด็นเรื่องของความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งที่ต้องไปว่ากล่าวกันในส่วนแพ่ง ปัญหานี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โดยให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ซึ่งไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่กระทำความผิดขณะใช้บังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เดิม ซึ่งระวางโทษเพียงโทษจำคุกในอัตราดังกล่าวเพียงสถานเดียว จึงคงใช้บังคับตามมาตรา 297 เดิม แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1087/2557
primary_red_case_no
อ1520/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000184.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.944/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560