คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4494/2560 ฉบับเต็ม

#613459
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4494/2560 นางสาวจุฑาทิพย์ หลักบ้าน กับพวก โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน จำเลย บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จำเลยร่วม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30, มาตรา 75, มาตรา 76, มาตรา 77, มาตรา 78, มาตรา 79, มาตรา 80, มาตรา 81, มาตรา 82 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีบทบัญญัติให้จำเลยมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือจำหน่ายหนี้สูญ อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด แม้จำเลยจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนตามมาตรา 30 เพื่อเข้ามาดำเนินคดีต่อไป ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้จำเลยต้องดำเนินการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยวิธีการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเดียว แต่จำเลยมีอำนาจดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามมาตรา 75 ถึงมาตรา 82 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้ยกเว้นการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามมาตรา 74 และมาตรา 76 ถูกต้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 82 ซึ่งบัญญัติห้ามเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 การโอนที่ดินพิพาทของจำเลยและจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่36664, 57923, 57924, 57925, 57926, 57927, 58719, 58720 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 651, 1312 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามคำขอโอนฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นชื่อโจทก์ทั้งสองหรือผู้รับจำนองเดิมโดยมีภาระผูกพันเช่นเดิม และมีคำสั่งห้ามมิให้จำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายปราโมทย์หรือพีรศักดิ์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ทั้งสอง และแต่งตั้งทนายโจทก์ทั้งสองให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และกระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยถูกยุบเลิกตามกฎหมายแล้ว อำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ได้โอนมายังกระทรวงการคลัง และโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 36664, 57923, 57924, 57925, 57926, 57927, 58719, 58720 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 651, 1312 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามคำขอฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 หากจำเลยและจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและจำเลยร่วม ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องนายปราโมทย์หรือพีรศักดิ์ (ผู้ตาย) ให้ชำระหนี้และบังคับจำนองที่ดินพิพาท 10 แปลง ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยเข้ารับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารฯ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยจึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินพิพาทและขายทอดตลาด แต่ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา จำเลยจึงรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้ หลังจากนั้นจำเลยโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีบทบัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจำเลยมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือจำหน่ายหนี้สูญอันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าว แม้จำเลยจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนตามบทบัญญัติ มาตรา 30 เพื่อเข้ามาดำเนินคดีต่อไป กรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้จำเลยต้องดำเนินการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยวิธีการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเดียว แต่จำเลยมีอำนาจดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 75 ถึงมาตรา 82 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้ยกเว้นการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 ถูกต้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 82 ซึ่งบัญญัติห้ามเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 การโอนที่ดินพิพาทของจำเลยและจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยร่วมอีกต่อไปเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สมเกียรติ เจริญสวรรค์-อุดม สิทธิวิรัชธรรม-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลแพ่ง - นายพิพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายอมรเทพ การะโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1061/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ672/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3188/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613459
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายพิพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอมรเทพ การะโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960209"
    }
}
date
2560
deka_no
4494/2560
deka_running_no
4494
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "สมเกียรติ เจริญสวรรค์",
    "อุดม สิทธิวิรัชธรรม",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 30",
            "ม. 75",
            "ม. 76",
            "ม. 77",
            "ม. 78",
            "ม. 79",
            "ม. 80",
            "ม. 81",
            "ม. 82"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวจุฑาทิพย์ หลักบ้าน กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่36664, 57923, 57924, 57925, 57926, 57927, 58719, 58720 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 651, 1312 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามคำขอโอนฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นชื่อโจทก์ทั้งสองหรือผู้รับจำนองเดิมโดยมีภาระผูกพันเช่นเดิม และมีคำสั่งห้ามมิให้จำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายปราโมทย์หรือพีรศักดิ์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ทั้งสอง และแต่งตั้งทนายโจทก์ทั้งสองให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และกระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยถูกยุบเลิกตามกฎหมายแล้ว อำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ได้โอนมายังกระทรวงการคลัง และโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 36664, 57923, 57924, 57925, 57926, 57927, 58719, 58720 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 651, 1312 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามคำขอฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 หากจำเลยและจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและจำเลยร่วม ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องนายปราโมทย์หรือพีรศักดิ์ (ผู้ตาย) ให้ชำระหนี้และบังคับจำนองที่ดินพิพาท 10 แปลง ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยเข้ารับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารฯ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยจึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินพิพาทและขายทอดตลาด แต่ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา จำเลยจึงรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้ หลังจากนั้นจำเลยโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีบทบัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจำเลยมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือจำหน่ายหนี้สูญอันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าว แม้จำเลยจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนตามบทบัญญัติ มาตรา 30 เพื่อเข้ามาดำเนินคดีต่อไป กรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้จำเลยต้องดำเนินการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยวิธีการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเดียว แต่จำเลยมีอำนาจดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 75 ถึงมาตรา 82 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้ยกเว้นการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 ถูกต้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 82 ซึ่งบัญญัติห้ามเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 การโอนที่ดินพิพาทของจำเลยและจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยร่วมอีกต่อไปเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ672/2555
primary_red_case_no
พ3188/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000187.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1061/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560