คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4952/2560 ฉบับเต็ม

#613671
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4952/2560 นางภัทรานิษฐ์ กฤษณา โจทก์ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดีเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหน อย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัย และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนายปิยะรัตน์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 78 - 3855 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิโรจน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 9 ธันวาคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 9 ธันวาคม 2555 จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวน 300,000 บาท ต่อคน ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย 10 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เวลากลางวัน นายรุ่งศักดิ์ ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัยลากจูงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 7129 สมุทรสาคร ทับนายปิยะรัตน์ถึงแก่ความตายที่บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมฟ้องนายรุ่งศักดิ์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ นายรุ่งศักดิ์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายรุ่งศักดิ์มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4908/2556 วันที่ 9 มีนาคม 2556 โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากนายรุ่งศักดิ์กับพวกเป็นเงิน 120,000 บาท คดีเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดโดยยกขึ้นวินิจฉัยด้วย เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดียังเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหนอย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยและมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งคดีนี้จำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่านายวิโรจน์ ผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกต้องร่วมรับผิดกับนายรุ่งศักดิ์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอีกต่อไป และเมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชาติชาย กริชชาญชัย-เกษม เกษมปัญญา-ทวี ประจวบลาภ) ศาลจังหวัดนครปฐม - นางวาสนา พลูโภคา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเผดิม เพ็ชรกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.238/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1346/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1329/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613671
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นางวาสนา พลูโภคา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเผดิม เพ็ชรกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081960083"
    }
}
date
2560
deka_no
4952/2560
deka_running_no
4952
deka_year
2560
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ชาติชาย กริชชาญชัย",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ทวี ประจวบลาภ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางภัทรานิษฐ์ กฤษณา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนายปิยะรัตน์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 78 - 3855 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิโรจน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 9 ธันวาคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 9 ธันวาคม 2555 จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวน 300,000 บาท ต่อคน ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย 10 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เวลากลางวัน นายรุ่งศักดิ์ ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัยลากจูงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 7129 สมุทรสาคร ทับนายปิยะรัตน์ถึงแก่ความตายที่บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมฟ้องนายรุ่งศักดิ์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ นายรุ่งศักดิ์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายรุ่งศักดิ์มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4908/2556 วันที่ 9 มีนาคม 2556 โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากนายรุ่งศักดิ์กับพวกเป็นเงิน 120,000 บาท

คดีเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดโดยยกขึ้นวินิจฉัยด้วย เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดียังเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหนอย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยและมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งคดีนี้จำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่านายวิโรจน์ ผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกต้องร่วมรับผิดกับนายรุ่งศักดิ์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอีกต่อไป และเมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1346/2556
primary_red_case_no
พ1329/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000186.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.238/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560