คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5059/2560 ฉบับเต็ม

#613674
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5059/2560 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางศศิวรรณ อัครพัฒนากูล กับพวก ผู้ร้อง นายอุทัย อัครพัฒนากูล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 39 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 นว, มาตรา 46 ทศ การขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ มุ่งประสงค์จะให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลที่กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว หรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันมิให้บุคคลที่กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย แม้ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จะถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แต่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลัง ยังคงมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ในทำนองเดียวกัน คำสั่งอายัดทรัพย์สินโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในคดีนี้จึงยังมีผลใช้บังคับได้ เมื่อพิจารณาจากคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งห้ามีฐานะเป็นภริยาและบุตรของจำเลย ประกอบกับทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้งห้าขอเพิกถอนการอายัดนั้น เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ยกให้โดยเสน่หา และยังมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าดังกล่าวภายหลังคดีอาญาที่เป็นคดีหลักมีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน ซึ่งเป็นดุลพินิจโดยชอบของศาลชั้นต้น ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ อ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ถูกอายัด และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าว่า รับคำร้อง สำเนาให้ผู้คัดค้าน นัดไต่สวนคำร้องภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุด ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคำร้องชั่วคราว แจ้งผู้ร้องทั้งห้าทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2559 ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และสั่งให้มีการนัดไต่สวนต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาของจำเลย ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 กับจำเลย จำเลยเคยเป็นกรรมการผู้จัดการ กรรมการบริหารและกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ส่วนนายมาโนช เคยเป็นประธานกรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ พิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารและกรรมการผู้จัดการ และนางภคินี เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการ และกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารของผู้เสียหาย นายสุเทพ กับพวก เคยเป็นลูกค้าของผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบพบว่าเมื่อระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จำเลย นายมาโนชและนางภคินีร่วมกันอนุมัติสินเชื่อของผู้เสียหายให้แก่นายสุเทพกับพวกคิดเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่บุคคลดังกล่าว และเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว และแจ้งคำสั่งอายัดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าที่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทยภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 นว วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ กรรมการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในธนาคารพาณิชย์ กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 3 หมวด 4 หมวด 5 หรือหมวด 7 ของลักษณะ 12 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือมาตรา 40 มาตรา 41 หรือมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 หรือมาตรา 243 หรือมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2521 ... ให้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในความผิดตามมาตรานี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคา หรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทนผู้ได้รับความเสียหายด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 46 ทศ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้นหรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีมีการฟ้องคดีต่อศาลให้คำสั่งยึดหรืออายัดดังกล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถฟ้องคดีได้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ศาลที่มีเขตอำนาจจะสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ " จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ มุ่งประสงค์จะให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลที่กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว หรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันมิให้บุคคลที่กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย แม้พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จะถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แต่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลัง ยังคงมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ในทำนองเดียวกัน คำสั่งอายัดทรัพย์สินโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในคดีนี้จึงยังมีผลใช้บังคับได้ เมื่อพิจารณาจากคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งห้ามีฐานะเป็นภริยาและบุตรของจำเลย ประกอบกับทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้งห้าขอเพิกถอนการอายัดนั้น เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ยกให้โดยเสน่หา และยังมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าดังกล่าวภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน ซึ่งเป็นดุลพินิจโดยชอบของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วีรวิทย์ สายสมบัติ-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ทองธาร เหลืองเรืองรอง) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายสุชาติ ทรัพย์กุลมงคล ศาลอุทธรณ์ - นายสุพิศ ประณีตพลกรัง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.289/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ198/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3482/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
613674
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสุชาติ ทรัพย์กุลมงคล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุพิศ ประณีตพลกรัง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959980"
    }
}
date
2560
deka_no
5059/2560
deka_running_no
5059
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "วีรวิทย์ สายสมบัติ",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ทองธาร เหลืองเรืองรอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 39"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505",
        "sections": [
            "ม. 46 นว",
            "ม. 46 ทศ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางศศิวรรณ อัครพัฒนากูล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอุทัย อัครพัฒนากูล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ อ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ถูกอายัด และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าว่า รับคำร้อง สำเนาให้ผู้คัดค้าน นัดไต่สวนคำร้องภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุด ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคำร้องชั่วคราว แจ้งผู้ร้องทั้งห้าทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2559 ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และสั่งให้มีการนัดไต่สวนต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาของจำเลย ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 กับจำเลย จำเลยเคยเป็นกรรมการผู้จัดการ กรรมการบริหารและกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ส่วนนายมาโนช เคยเป็นประธานกรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ พิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารและกรรมการผู้จัดการ และนางภคินี เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการ และกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารของผู้เสียหาย นายสุเทพ กับพวก เคยเป็นลูกค้าของผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบพบว่าเมื่อระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จำเลย นายมาโนชและนางภคินีร่วมกันอนุมัติสินเชื่อของผู้เสียหายให้แก่นายสุเทพกับพวกคิดเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่บุคคลดังกล่าว และเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว และแจ้งคำสั่งอายัดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าที่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทยภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 นว วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ กรรมการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในธนาคารพาณิชย์ กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 3 หมวด 4 หมวด 5 หรือหมวด 7 ของลักษณะ 12 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือมาตรา 40 มาตรา 41 หรือมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 หรือมาตรา 243 หรือมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2521 ... ให้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในความผิดตามมาตรานี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคา หรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทนผู้ได้รับความเสียหายด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 46 ทศ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้นหรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีมีการฟ้องคดีต่อศาลให้คำสั่งยึดหรืออายัดดังกล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถฟ้องคดีได้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ศาลที่มีเขตอำนาจจะสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ " จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ มุ่งประสงค์จะให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลที่กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว หรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันมิให้บุคคลที่กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย แม้พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จะถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แต่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลัง ยังคงมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ในทำนองเดียวกัน คำสั่งอายัดทรัพย์สินโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในคดีนี้จึงยังมีผลใช้บังคับได้ เมื่อพิจารณาจากคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งห้ามีฐานะเป็นภริยาและบุตรของจำเลย ประกอบกับทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้งห้าขอเพิกถอนการอายัดนั้น เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ยกให้โดยเสน่หา และยังมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าดังกล่าวภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน ซึ่งเป็นดุลพินิจโดยชอบของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ198/2550
primary_red_case_no
อ3482/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000185.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.289/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560