คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7799 -ที่ 7800/2560 ฉบับเต็ม

#616581
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7799 - 7800/2560 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นายอำนาจ ยืนยง ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 150 ป.วิ.อ. มาตรา 46 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง, มาตรา 59 วรรคสอง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ต้องนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่กรณีนี้รวมถึงหมวด 3 ว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ซึ่งในมาตรา 150 แห่ง ป.วิ.พ. บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินทั้งเก้าแปลงตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้คืนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ผู้คัดค้านต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 ข้างต้น เพราะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ยกเว้นให้เฉพาะพนักงานอัยการที่ไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้รับการยกเว้นด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ใน ป.วิ.อ. เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แพ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว คือให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 46 ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29937 ถึง 29939 และที่ดินโฉนดเลขที่ 38664 ถึง 38668 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 2 หลัง ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เลขที่ 668/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศโฆษณาตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านทั้งสองสำนวนขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่ให้ยึด และหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 29937 ถึง 29939 และที่ดินโฉนดเลขที่ 38664 ถึง 38668 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 2 หลัง ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เลขที่ 668/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 89.1 ตารางวา มีชื่อนางวิไลรัตน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2541 นางวิไลรัตน์จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี ไว้กับนางพรผกา เมื่อครบกำหนดขายฝากนางวิไลรัตน์ไม่ไถ่ถอน วันที่ 9 มิถุนายน 2543 นางพรผกาจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับนายเศรษฐนันท์ หลังจากนั้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 นายเศรษฐนันท์ จดทะเบียนแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกไปอีก 3 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 29937, 29938 และ 29939 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จนกระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม 2545 นายเศรษฐนันท์จดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลง ดังกล่าวข้างต้นให้แก่ผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ผู้คัดค้านจดทะเบียนรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2134, 29937, 29938 และ 29939 รวม 4 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 และในวันเดียวกัน ผู้คัดค้านจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ฉบับใหม่ออกไปอีก 8 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 29937, 29938, 29939, 38664, 38665, 38666, 38667 และ 38668 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงโดยสุจริตมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว โดยผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านชั้นสอบสวนของสำนักงาน ปปง. และในศาลชั้นต้นทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 800,000 บาท เป็นการหักกลบลบหนี้ค่าจ้างทำฎีกา ส่วนหนึ่งผู้คัดค้านขายวัวของตนเองไป 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยมีนายแหวน นายวินัย และนายสุชาติ ได้เคยให้การไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการกู้ยืม โดยมีนายชัยฤทธิ์ นายสมชาย และนางอภิญา ได้เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. เช่นกัน เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งเก้าแปลงซึ่งรับโอนมาจากนายเศรษฐนันท์ กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว แต่ในทางไต่สวนในส่วนของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านคงอ้างเพียงเอกสารเป็นพยาน โดยมิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีข้อพิรุธ กล่าวคือ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า เงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 800,000 บาท เป็นการหักกลบลบหนี้ค่าจ้างทำฎีกา นั้น ตามคำร้องคัดค้านที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสำนักงาน ปปง. (สำนวนแรก) ผู้คัดค้านระบุว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 ผู้คัดค้านบังเอิญรู้จักกับนายเศรษฐนันท์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นประมาณสองเดือนนายเศรษฐนันท์มาว่าจ้างให้ผู้คัดค้านเป็นที่ปรึกษาให้แก่นายเศรษฐนันท์และหลานสาวกับให้ติดตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1338/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 800,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดนัดนายเศรษฐนันท์ไม่อาจรวบรวมเงินมาชำระได้ นายเศรษฐนันท์จึงเสนอขายที่ดินตามคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยยอมให้ผู้คัดค้านหักเงินค่าจ้างเหมาจ่ายจำนวน 800,000 บาท จึงเหลือราคาที่ดินที่จะต้องจ่ายอีกจำนวน 2,200,000 บาท ผู้คัดค้านรวบรวมเงินจากการขายวัวจำนวน 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท กู้ยืมจากเพื่อนและน้องสาว กับเงินสดส่วนตัว ซึ่งได้ชำระให้แก่นายเศรษฐนันท์หลังจากได้จดทะเบียนขายที่ดินแล้ว นั้น ปรากฏว่าสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1338/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ผู้คัดค้านอ้างว่านายเศรษฐนันท์ให้ผู้คัดค้านติดตามนั้น คดีดังกล่าวศาลจังหวัดฉะเชิงเทราได้มีคำพิพากษาแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2545 ก่อนที่ผู้คัดค้านจะซื้อที่ดินจากนายเศรษฐนันท์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เป็นเวลากว่า 5 เดือน น่าเชื่อว่านางอ่วง จำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องว่าจ้างทนายความให้ดำเนินการใดอีก ข้อเท็จจริงเพิ่งปรากฏว่าผู้คัดค้านได้จัดทำฎีกาให้แก่นางอ่วง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 หลังจากที่ผู้คัดค้านรับโอนที่ดินถึง 2 ปี เศษ โดยที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างลอย ๆ ว่านางอ่วงเป็นน้าสาวของนายเศรษฐนันท์ แต่ผู้คัดค้านมิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าเหตุใดนายเศรษฐนันท์ต้องว่าจ้างผู้คัดค้านให้จัดทำฎีกาให้แก่นางอ่วงในราคาค่าจ้างว่าความสูงถึงเพียงนั้น และยังเป็นการยอมให้หักกลบลบหนี้กันหรือถือเป็นการจ่ายค่าจ้างว่าความล่วงหน้านานถึง 2 ปี เศษ อันมีข้อพิรุธ ไม่สมด้วยเหตุผล ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านขายวัวของตนเองไป 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยมีนายแหวน นายวินัย และนายสุชาติ ได้เคยให้การไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการกู้ยืม โดยมีนายชัยฤทธิ์ นายสมชาย และนางอภิญา ได้เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปป.ง เช่นกัน นั้น ผู้คัดค้านก็มิได้นำพยานบุคคลดังกล่าวที่เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. มาเป็นพยานเบิกความในชั้นศาลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานทางราชการว่า มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งเก้าแปลง ในราคาเพียง 1,500,000 บาท แต่ผู้คัดค้านอ้างว่า ซื้อที่ดินจากนายเศรษฐนันท์ในราคา 3,000,000 บาท โดยบางส่วนหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างจัดทำฎีกา และบางส่วนชำระเป็นเงินสด ซึ่งแตกต่างกัน ผู้คัดค้านก็มิได้จัดทำบันทึกให้นายเศรษฐนันท์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าได้รับเงินค่าที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ทั้งที่ผู้คัดค้านมีอาชีพเป็นทนายความ ซึ่งควรที่จะได้กระทำการรักษาประโยชน์ของตนโดยรอบคอบ เนื่องจากมูลค่าที่ดินที่ซื้อขายมีราคาสูงและการชำระค่าที่ดินมีการชำระกันหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คัดค้านเองก็ไม่มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าได้รับโอนที่ดินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของนางพรผกาว่า นายเศรษฐนันท์เคยให้เงิน 6,000,000 บาท แก่นางพรผกาเพื่อไปรับซื้อฝากที่ดินทั้งเก้าแปลง มีกำหนดหนึ่งปีจากนางวิไลรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม โดยนางพรผกาเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนนายเศรษฐนันท์ หลังจากนางวิไลรัตน์ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดหนึ่งปี นางพรผกาจึงจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งเก้าแปลง คืนให้แก่นายเศรษฐนันท์ และยังได้ความจากคำเบิกความของนางโสภาว่า นายเศรษฐนันท์ว่าจ้างให้นางโสภาและสามีช่วยดูแลบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าว โดยนายเศรษฐนันท์จะโอนเงินค่าจ้างให้แก่นางโสภาและสามีทางบัญชีเงินฝากของนางโสภา ปรากฏว่าในระหว่างปี 2545 ถึง 2547 นายเศรษฐนันท์ได้โอนเงินไปให้นางโสภาเป็นค่าว่าจ้างดูแลบ้านตามสำเนาสมุดคู่ฝาก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหลังจากนายเศรษฐนันท์จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2545 แล้ว ผู้คัดค้านมิได้เข้าครอบครองเพื่อทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด แต่นายเศรษฐนันท์ให้ผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อมิให้ถูกติดตามยึดทรัพย์ได้ โดยนายเศรษฐนันท์ยังคงครอบครองที่ดินทั้งเก้าแปลง พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้รับโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเศรษฐนันท์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เพราะผู้คัดค้านต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน จึงเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่กรณีนี้รวมถึงหมวด 3 ว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ซึ่งในมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินทั้งเก้าแปลงตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้คืนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ผู้คัดค้านต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ข้างต้น เพราะพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ยกเว้นให้เฉพาะพนักงานอัยการที่ไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้รับการยกเว้นด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างส่งเอกสารเพิ่มเติม คือ สำเนาคำสั่งพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับคดีนี้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ-ปิยกุล บุญเพิ่ม-สุรางคนา กมลละคร) ศาลแพ่ง - นายชาญ ปิณฑะสิริ ศาลอุทธรณ์ - นายสถาพร วิสาพรหม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ปค13-14/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ฟ31/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ฟ22/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
616581
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายชาญ ปิณฑะสิริ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสถาพร วิสาพรหม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959140"
    }
}
date
2560
deka_no
7800/2560
deka_running_no
7800
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "สุรางคนา กมลละคร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 59 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 59 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายอำนาจ ยืนยง"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29937 ถึง 29939 และที่ดินโฉนดเลขที่ 38664 ถึง 38668 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 2 หลัง ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เลขที่ 668/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศโฆษณาตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านทั้งสองสำนวนขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่ให้ยึด และหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 29937 ถึง 29939 และที่ดินโฉนดเลขที่ 38664 ถึง 38668 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 2 หลัง ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เลขที่ 668/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 89.1 ตารางวา มีชื่อนางวิไลรัตน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2541 นางวิไลรัตน์จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี ไว้กับนางพรผกา เมื่อครบกำหนดขายฝากนางวิไลรัตน์ไม่ไถ่ถอน วันที่ 9 มิถุนายน 2543 นางพรผกาจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับนายเศรษฐนันท์ หลังจากนั้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 นายเศรษฐนันท์ จดทะเบียนแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกไปอีก 3 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 29937, 29938 และ 29939 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จนกระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม 2545 นายเศรษฐนันท์จดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลง ดังกล่าวข้างต้นให้แก่ผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ผู้คัดค้านจดทะเบียนรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2134, 29937, 29938 และ 29939 รวม 4 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 และในวันเดียวกัน ผู้คัดค้านจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ฉบับใหม่ออกไปอีก 8 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 29937, 29938, 29939, 38664, 38665, 38666, 38667 และ 38668 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงโดยสุจริตมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว โดยผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านชั้นสอบสวนของสำนักงาน ปปง. และในศาลชั้นต้นทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 800,000 บาท เป็นการหักกลบลบหนี้ค่าจ้างทำฎีกา ส่วนหนึ่งผู้คัดค้านขายวัวของตนเองไป 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยมีนายแหวน นายวินัย และนายสุชาติ ได้เคยให้การไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการกู้ยืม โดยมีนายชัยฤทธิ์ นายสมชาย และนางอภิญา ได้เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. เช่นกัน เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งเก้าแปลงซึ่งรับโอนมาจากนายเศรษฐนันท์ กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว แต่ในทางไต่สวนในส่วนของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านคงอ้างเพียงเอกสารเป็นพยาน โดยมิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีข้อพิรุธ กล่าวคือ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า เงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 800,000 บาท เป็นการหักกลบลบหนี้ค่าจ้างทำฎีกา นั้น ตามคำร้องคัดค้านที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสำนักงาน ปปง. (สำนวนแรก) ผู้คัดค้านระบุว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 ผู้คัดค้านบังเอิญรู้จักกับนายเศรษฐนันท์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นประมาณสองเดือนนายเศรษฐนันท์มาว่าจ้างให้ผู้คัดค้านเป็นที่ปรึกษาให้แก่นายเศรษฐนันท์และหลานสาวกับให้ติดตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1338/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 800,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดนัดนายเศรษฐนันท์ไม่อาจรวบรวมเงินมาชำระได้ นายเศรษฐนันท์จึงเสนอขายที่ดินตามคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยยอมให้ผู้คัดค้านหักเงินค่าจ้างเหมาจ่ายจำนวน 800,000 บาท จึงเหลือราคาที่ดินที่จะต้องจ่ายอีกจำนวน 2,200,000 บาท ผู้คัดค้านรวบรวมเงินจากการขายวัวจำนวน 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท กู้ยืมจากเพื่อนและน้องสาว กับเงินสดส่วนตัว ซึ่งได้ชำระให้แก่นายเศรษฐนันท์หลังจากได้จดทะเบียนขายที่ดินแล้ว นั้น ปรากฏว่าสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1338/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ผู้คัดค้านอ้างว่านายเศรษฐนันท์ให้ผู้คัดค้านติดตามนั้น คดีดังกล่าวศาลจังหวัดฉะเชิงเทราได้มีคำพิพากษาแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2545 ก่อนที่ผู้คัดค้านจะซื้อที่ดินจากนายเศรษฐนันท์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เป็นเวลากว่า 5 เดือน น่าเชื่อว่านางอ่วง จำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องว่าจ้างทนายความให้ดำเนินการใดอีก ข้อเท็จจริงเพิ่งปรากฏว่าผู้คัดค้านได้จัดทำฎีกาให้แก่นางอ่วง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 หลังจากที่ผู้คัดค้านรับโอนที่ดินถึง 2 ปี เศษ โดยที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างลอย ๆ ว่านางอ่วงเป็นน้าสาวของนายเศรษฐนันท์ แต่ผู้คัดค้านมิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าเหตุใดนายเศรษฐนันท์ต้องว่าจ้างผู้คัดค้านให้จัดทำฎีกาให้แก่นางอ่วงในราคาค่าจ้างว่าความสูงถึงเพียงนั้น และยังเป็นการยอมให้หักกลบลบหนี้กันหรือถือเป็นการจ่ายค่าจ้างว่าความล่วงหน้านานถึง 2 ปี เศษ อันมีข้อพิรุธ ไม่สมด้วยเหตุผล ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านขายวัวของตนเองไป 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยมีนายแหวน นายวินัย และนายสุชาติ ได้เคยให้การไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการกู้ยืม โดยมีนายชัยฤทธิ์ นายสมชาย และนางอภิญา ได้เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปป.ง เช่นกัน นั้น ผู้คัดค้านก็มิได้นำพยานบุคคลดังกล่าวที่เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. มาเป็นพยานเบิกความในชั้นศาลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานทางราชการว่า มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งเก้าแปลง ในราคาเพียง 1,500,000 บาท แต่ผู้คัดค้านอ้างว่า ซื้อที่ดินจากนายเศรษฐนันท์ในราคา 3,000,000 บาท โดยบางส่วนหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างจัดทำฎีกา และบางส่วนชำระเป็นเงินสด ซึ่งแตกต่างกัน ผู้คัดค้านก็มิได้จัดทำบันทึกให้นายเศรษฐนันท์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าได้รับเงินค่าที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ทั้งที่ผู้คัดค้านมีอาชีพเป็นทนายความ ซึ่งควรที่จะได้กระทำการรักษาประโยชน์ของตนโดยรอบคอบ เนื่องจากมูลค่าที่ดินที่ซื้อขายมีราคาสูงและการชำระค่าที่ดินมีการชำระกันหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คัดค้านเองก็ไม่มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าได้รับโอนที่ดินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของนางพรผกาว่า นายเศรษฐนันท์เคยให้เงิน 6,000,000 บาท แก่นางพรผกาเพื่อไปรับซื้อฝากที่ดินทั้งเก้าแปลง มีกำหนดหนึ่งปีจากนางวิไลรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม โดยนางพรผกาเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนนายเศรษฐนันท์ หลังจากนางวิไลรัตน์ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดหนึ่งปี นางพรผกาจึงจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งเก้าแปลง คืนให้แก่นายเศรษฐนันท์ และยังได้ความจากคำเบิกความของนางโสภาว่า นายเศรษฐนันท์ว่าจ้างให้นางโสภาและสามีช่วยดูแลบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าว โดยนายเศรษฐนันท์จะโอนเงินค่าจ้างให้แก่นางโสภาและสามีทางบัญชีเงินฝากของนางโสภา ปรากฏว่าในระหว่างปี 2545 ถึง 2547 นายเศรษฐนันท์ได้โอนเงินไปให้นางโสภาเป็นค่าว่าจ้างดูแลบ้านตามสำเนาสมุดคู่ฝาก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหลังจากนายเศรษฐนันท์จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2545 แล้ว ผู้คัดค้านมิได้เข้าครอบครองเพื่อทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด แต่นายเศรษฐนันท์ให้ผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อมิให้ถูกติดตามยึดทรัพย์ได้ โดยนายเศรษฐนันท์ยังคงครอบครองที่ดินทั้งเก้าแปลง พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้รับโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเศรษฐนันท์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เพราะผู้คัดค้านต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน จึงเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่กรณีนี้รวมถึงหมวด 3 ว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ซึ่งในมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินทั้งเก้าแปลงตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้คืนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ผู้คัดค้านต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ข้างต้น เพราะพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ยกเว้นให้เฉพาะพนักงานอัยการที่ไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้รับการยกเว้นด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างส่งเอกสารเพิ่มเติม คือ สำเนาคำสั่งพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับคดีนี้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ฟ31/2550
primary_red_case_no
ฟ22/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000178.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ปค13-14/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7799 -
year
2560