คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560 ฉบับเต็ม

#616584
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560 นายหมาน เลขงู โจทก์ บริษัทนาราชา จำกัด จำเลย นายประสิทธิ์ ตันติพิริยะกิจ กับพวก จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 1375 ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3), มาตรา 58 วรรคหนึ่ง, มาตรา 142 (5), มาตรา 150 วรรคหนึ่ง, มาตรา 246, มาตรา 247 (เดิม), มาตรา 249 (เดิม) คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน ประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อนอกประเด็น ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 249 (เดิม) จำเลยร่วมทั้งสองเป็นคู่ความที่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามใบจองของโจทก์ ก็ชอบที่จะบังคับห้ามมิให้จำเลยร่วมทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ตลอดจนรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองต่างยื่นฎีกามาแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเต็มตามทุนทรัพย์ เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตามใบจองเลขที่ 191 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายประสิทธิ์ และนายธวัช เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายประสิทธิ์ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เรียกนายธวัชว่า จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 เลขที่ดิน 28 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 35,000 บาท จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมในปี 2505 ทางราชการได้จัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยซึ่งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ให้ราษฎรเข้าจับจองที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพ ปี 2508 โจทก์ยื่นเรื่องขอจับจองเข้าอยู่อาศัย และปี 2515 โจทก์ได้รับใบจองจากทางราชการให้เข้าครอบครองที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เป็นเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ที่ทางราชการออกให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ในปี 2521 ก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะจดทะเบียนโอนให้จำเลยร่วมที่ 2 ในปี 2544 และจำเลยร่วมที่ 2 จดทะเบียนโอนขายให้จำเลยในปี 2549 ต่อมา ตามภาพถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองว่า โจทก์สิ้นสิทธิฟ้องเรียกคืนการครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ในที่ดินของตนเอง ฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อนอกประเด็น ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง จำเลยร่วมทั้งสองเป็นคู่ความที่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามใบจองของโจทก์ ก็ชอบที่จะบังคับห้ามมิให้จำเลยร่วมทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ตลอดจนรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาโดยมิได้บังคับจำเลยร่วมทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ นอกจากนี้จำเลยฝ่ายหนึ่งและจำเลยร่วมทั้งสองอีกฝ่ายหนึ่งต่างยื่นฎีกามาฝ่ายละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเต็มตามทุนทรัพย์ เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลย จำเลยร่วมทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยร่วมทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ร่วมกับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียมาแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฝ่ายละครึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท (สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์-สุนทร ทรงฤกษ์-อุดม วัตตธรรม) ศาลจังหวัดพังงา - นายอดล ไตรรงค์ทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.213/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ765/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ246/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
616584
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพังงา",
        "judge": "นายอดล ไตรรงค์ทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959504"
    }
}
date
2560
deka_no
6627/2560
deka_running_no
6627
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "อุดม วัตตธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1375"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3)",
            "ม. 58 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 150 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 246",
            "ม. 247 (เดิม)",
            "ม. 249 (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายหมาน เลขงู"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทนาราชา จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นายประสิทธิ์ ตันติพิริยะกิจ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตามใบจองเลขที่ 191 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายประสิทธิ์ และนายธวัช เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายประสิทธิ์ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เรียกนายธวัชว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 เลขที่ดิน 28 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 35,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมในปี 2505 ทางราชการได้จัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยซึ่งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ให้ราษฎรเข้าจับจองที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพ ปี 2508 โจทก์ยื่นเรื่องขอจับจองเข้าอยู่อาศัย และปี 2515 โจทก์ได้รับใบจองจากทางราชการให้เข้าครอบครองที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เป็นเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ที่ทางราชการออกให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ในปี 2521 ก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะจดทะเบียนโอนให้จำเลยร่วมที่ 2 ในปี 2544 และจำเลยร่วมที่ 2 จดทะเบียนโอนขายให้จำเลยในปี 2549 ต่อมา ตามภาพถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองว่า โจทก์สิ้นสิทธิฟ้องเรียกคืนการครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ในที่ดินของตนเอง ฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อนอกประเด็น ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง จำเลยร่วมทั้งสองเป็นคู่ความที่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามใบจองของโจทก์ ก็ชอบที่จะบังคับห้ามมิให้จำเลยร่วมทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ตลอดจนรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาโดยมิได้บังคับจำเลยร่วมทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ นอกจากนี้จำเลยฝ่ายหนึ่งและจำเลยร่วมทั้งสองอีกฝ่ายหนึ่งต่างยื่นฎีกามาฝ่ายละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเต็มตามทุนทรัพย์ เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลย จำเลยร่วมทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยร่วมทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ร่วมกับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียมาแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฝ่ายละครึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ765/2551
primary_red_case_no
พ246/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000181.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.213/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560