คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560 ฉบับเต็ม

#616592
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560 นาย จ. โจทก์ นาง พ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1452, มาตรา 1495, มาตรา 1496 (เดิม) การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น แม้จำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้ว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสด ยังไม่ได้แต่งงาน จำเลยจึงตกลงจดทะเบียนสมรสแต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมาถึง 35 ปี โดยเข้าใจว่าผู้ตายมิได้มีภริยามาก่อนก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 1452 บัญญัติเงื่อนไขการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และมาตรา 1496 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจดทะเบียนสมรสบัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ โดยมิได้บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 จะต้องกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมี บ. เป็นคู่สมรส การจดทะเบียนสมรสดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่าง อ. กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ. และแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ. จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เลขทะเบียนที่ 50/4503 ลงวันที่ 23 มกราคม 2522 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งความเป็นโมฆะแก่นายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรี อ. และนาง บ. พลตรี อ.และนาง บ. ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2509 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2522 พลตรี อ.ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 พลตรี อ.และนาง บ. มารดาของโจทก์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ณ สำนักทะเบียนเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เดิมจำเลยชื่อนาง ก. และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 เปลี่ยนชื่อตัวเป็น พ. ตามสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 158 ฉบับที่ 12618/2543 และสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 252 ฉบับที่ 21799/2549 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2557 พลตรี อ.ได้ถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตาย (หมายถึงพลตรี อ.) กับจำเลย เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า ก่อนจดทะเบียนสมรสผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับผู้ใดมาก่อนและยืนยันต่อนายทะเบียนเช่นนั้น ทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าผู้ตายไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับใครมาก่อน ขณะจำเลยอยู่กินกับผู้ตาย จำเลยก็ไม่ทราบว่าผู้ตายมีภริยาหรือจดทะเบียนสมรสมาก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นนี้ว่า "การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตหรือไม่" เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น ดังนั้น แม้ในคำให้การของจำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้มาแต่ต้นว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสดยังไม่ได้แต่งงาน จำเลยจึงตกลงจดทะเบียนสมรสแต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมานานถึง 35 ปี โดยเข้าใจว่าผู้ตายมิได้มีภริยามาก่อนก็ตาม แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติถึงเงื่อนไขการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และในมาตรา 1496 (เดิม) บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ โดยกฎหมายมิได้บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 จะต้องกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมีนาง บ. เป็นคู่สมรสอยู่แล้ว การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงจำเลยว่าได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างพลตรี อ.กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ-พิศล พิรุณ-พิศิฏฐ์ สุดลาภา) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี - นายธวัชชัย รังสิตโยธิน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีระศักดิ์ วริวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชพ.163/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ106/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ52/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
616592
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี",
        "judge": "นายธวัชชัย รังสิตโยธิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายธีระศักดิ์ วริวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959487"
    }
}
date
2560
deka_no
6924/2560
deka_running_no
6924
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ",
    "พิศล พิรุณ",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1452",
            "ม. 1495",
            "ม. 1496 (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ. และแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ.

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เลขทะเบียนที่ 50/4503 ลงวันที่ 23 มกราคม 2522 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งความเป็นโมฆะแก่นายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรี อ. และนาง บ. พลตรี อ.และนาง บ. ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2509 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2522 พลตรี อ.ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 พลตรี อ.และนาง บ. มารดาของโจทก์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ณ สำนักทะเบียนเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เดิมจำเลยชื่อนาง ก. และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 เปลี่ยนชื่อตัวเป็น พ. ตามสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 158 ฉบับที่ 12618/2543 และสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 252 ฉบับที่ 21799/2549 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2557 พลตรี อ.ได้ถึงแก่ความตาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตาย (หมายถึงพลตรี อ.) กับจำเลย เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า ก่อนจดทะเบียนสมรสผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับผู้ใดมาก่อนและยืนยันต่อนายทะเบียนเช่นนั้น ทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าผู้ตายไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับใครมาก่อน ขณะจำเลยอยู่กินกับผู้ตาย จำเลยก็ไม่ทราบว่าผู้ตายมีภริยาหรือจดทะเบียนสมรสมาก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นนี้ว่า "การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตหรือไม่" เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น ดังนั้น แม้ในคำให้การของจำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้มาแต่ต้นว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสดยังไม่ได้แต่งงาน จำเลยจึงตกลงจดทะเบียนสมรสแต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมานานถึง 35 ปี โดยเข้าใจว่าผู้ตายมิได้มีภริยามาก่อนก็ตาม แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติถึงเงื่อนไขการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และในมาตรา 1496 (เดิม) บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ โดยกฎหมายมิได้บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 จะต้องกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมีนาง บ. เป็นคู่สมรสอยู่แล้ว การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงจำเลยว่าได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างพลตรี อ.กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ106/2558
primary_red_case_no
พ52/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000181.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชพ.163/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560