คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9484/2559 ฉบับเต็ม

#616986
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9484/2559 นายศิริศักดิ์ แก้วผดุง โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้นยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ที่ ชม.0025/2552 ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/2552 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มอีก 5,303.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 2978/2552 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 โดยให้จำเลยคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี 2551 ในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของยอดเงิน 89,134 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินสมทบสุทธิที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 คิดเป็นผลประโยชน์ 5,615.44 บาท เมื่อจำเลยจ่ายผลประโยชน์ให้โจทก์ 89.13 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายผลประโยชน์ส่วนที่ขาด 5,526.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/52 ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ชม.0025/2552 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้น ยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (รังสรรค์ กุลาเลิศ-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นางสาวทิวานันท์ วงศ์พ่าห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.370/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น นบ312/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น นบ614/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
616986
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางสาวทิวานันท์ วงศ์พ่าห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962015"
    }
}
date
2559
deka_no
9484/2559
deka_running_no
9484
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "รังสรรค์ กุลาเลิศ",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "sections": [
            "ม. 77 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายศิริศักดิ์ แก้วผดุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สำนักงานประกันสังคม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ที่ ชม.0025/2552 ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/2552 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มอีก 5,303.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 2978/2552 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 โดยให้จำเลยคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี 2551 ในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของยอดเงิน 89,134 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินสมทบสุทธิที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 คิดเป็นผลประโยชน์ 5,615.44 บาท เมื่อจำเลยจ่ายผลประโยชน์ให้โจทก์ 89.13 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายผลประโยชน์ส่วนที่ขาด 5,526.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/52 ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ชม.0025/2552 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้น ยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
นบ312/2553
primary_red_case_no
นบ614/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000202.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.370/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559