คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2560 ฉบับเต็ม

#617850
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2560 นาวาอากาศเอก (พิเศษ) อ. โจทก์ นาง ว. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยอ้างเหตุโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่อง อ. เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอายจึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2526 โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 29/1 ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต และบ้านเลขที่ 59/9 ซึ่งประกอบกิจการชื่อร้านขนมจีน ข. มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยเนื่องจากจำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ ถือว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการของครอบครัว โดยโจทก์ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต ส่วนจำเลยประกอบกิจการร้านขนมจีน ข. แต่ยังคงประกอบกิจการร่วมกันและไปมาหาสู่กัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยก็ยังคงต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนโดยฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่องนางอุมา เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอาย จึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่ที่แยกกันอยู่เพราะมีเหตุผลที่โจทก์ยกย่องนางอุมาเป็นภริยาทำให้จำเลยอับอาย จึงมิใช่กรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ-พิศล พิรุณ-สุรางคนา กมลละคร) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) - นายธีรวัฒน์ แก่นเมือง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสมควร ศิริยุทธ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชพ.74/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พด47/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พด21/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
617850
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด)",
        "judge": "นายธีรวัฒน์ แก่นเมือง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสมควร ศิริยุทธ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959142"
    }
}
date
2560
deka_no
7795/2560
deka_running_no
7795
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ",
    "พิศล พิรุณ",
    "สุรางคนา กมลละคร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาวาอากาศเอก (พิเศษ) อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2526 โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 29/1 ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต และบ้านเลขที่ 59/9 ซึ่งประกอบกิจการชื่อร้านขนมจีน ข.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยเนื่องจากจำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ ถือว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการของครอบครัว โดยโจทก์ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต ส่วนจำเลยประกอบกิจการร้านขนมจีน ข. แต่ยังคงประกอบกิจการร่วมกันและไปมาหาสู่กัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยก็ยังคงต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนโดยฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่องนางอุมา เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอาย จึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่ที่แยกกันอยู่เพราะมีเหตุผลที่โจทก์ยกย่องนางอุมาเป็นภริยาทำให้จำเลยอับอาย จึงมิใช่กรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พด47/2558
primary_red_case_no
พด21/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000178.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชพ.74/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560