คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2560 ฉบับเต็ม

#617979
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2560 นายอธิพงษ์ โพธิ์ศรีไมล์ กับพวก โจทก์ นายสกล ดวงคำจันทร์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 162 (4) หนังสือบอกเลิกสัญญาผู้จ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่จำเลยที่ 1 ทำและแจ้งไปยังโจทก์ที่ 1 ที่ 2 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญา ส่วนหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานก็เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเพื่อรายงานเรื่องการทิ้งงานต่อผู้มีอำนาจสั่งการไปตามขั้นตอน ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นเพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162 (4) แต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 86, 91, 137, 162 (4) และ 157 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ประกอบมาตรา 83 ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 83 อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 อีกสถานหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ชัดแจ้ง เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลสอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวัน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการบริหารการศึกษา เพื่อจ่ายเป็นค่าสนับสนุนอาหารกลางวัน สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดพระบาทนาหงส์และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดสีหราช ตามลำดับ โดยเสนอราคาต่ำสุด ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ละทิ้งงาน ไม่มาทำสัญญาจ้างภายในกำหนดและบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งที่ความจริงโจทก์ทั้งสองไม่ได้ทิ้งงาน และต่อมาจำเลยที่ 1 นำความเท็จดังกล่าวแจ้งต่อนายอำเภอรัตนวาปีและผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานขณะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ทำเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานเป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หรือให้คำปรึกษาแนะนำจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดหรือเป็นตัวการ ท้ายฟ้องของโจทก์อ้างบทมาตราที่ถือว่าเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ทำหลักฐานเท็จ เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และบทมาตราเรื่องตัวการ ผู้สนับสนุน โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วย เพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาดังกล่าวได้ดี ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ต่อสู้คดีตามข้อหาที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมานั้นตลอดมา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่แบ่งจ้างการประกอบอาหารเพื่อให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุของหน่วยงานรัฐ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่มีการสอบราคาทำให้หน่วยงานของรัฐและโจทก์ทั้งสองเสียหาย เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนั้น ไม่ใช่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานทำเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ ในข้อหาดังกล่าว ตามฟ้องของโจทก์ ข้อ 4 วรรคสอง มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะทำหนังสือแจ้งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารและกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ได้ตรวจดูเอกสารแล้วเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาผู้จ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของจำเลยที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญา ไม่ได้เป็นเอกสารที่ได้รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จแต่อย่างใด และแม้แต่หนังสือของจำเลยที่ 1 ที่เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานก็เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเพื่อรายงานเรื่องการทิ้งงานต่อผู้มีอำนาจสั่งการไปตามขั้นตอน ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นเพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จแต่อย่างใดเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดในข้อหาดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานนี้ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 ทั้งนี้โดยยังเห็นสมควรวางโทษจำเลยทั้งสามไปตามที่ศาลล่างทั้งสองได้กำหนดไว้ ปัญหาต้องพิจารณาประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุสำคัญอันเป็นที่มาของการดำเนินคดีนี้ประการหนึ่งเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้เสนอราคาในการประมูลสอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในราคา 6 บาท และ 5 บาท ต่อคนต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งราคาที่เสนอมาดังกล่าวในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน นับว่าเป็นราคาที่บีบรัดเกินไป ยากที่จัดหาวัตถุดิบในการทำอาหารที่มีคุณภาพเกิดผลตอบแทนต่อทั้งตัวโจทก์ทั้งสองตลอดจนผู้ที่จัดหาหรือส่งวัตถุดิบในการทำอาหารแก่โจทก์ทั้งสองอย่างเป็นธรรมและเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจการเงินได้อย่างเหมาะสม ซึ่งข้อที่เกรงว่าราคาที่โจทก์ทั้งสองเสนออาจทำให้เด็กในชุมชนไม่ได้รับอาหารที่มีคุณภาพเหมาะสมนั้น จำเลยทั้งสามก็เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้แต่ต้นแล้ว นับว่ามีเหตุผลอยู่มาก และข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โครงการจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลพระบาทนาสิงห์นี้ นอกจากที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่โจทก์ทั้งสองชนะการประมูลสอบราคาจ้างแล้ว ยังมีที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งได้ความว่าการเสนอราคาหรือการตกลงราคาก็ยังมีผู้เกี่ยวข้องโต้แย้งร้องเรียนกัน ในสำนวน และบันทึกถ้อยคำของทนายจำเลยทั้งสามตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 5 มิถุนายน2557 ซึ่งสำหรับโจทก์ทั้งสองนั้น หลังจากที่ชนะการเสนอการสอบราคาแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือเรียกให้โจทก์ทั้งสองไปทำสัญญา ก็ได้มีการตกลงพูดกัน แต่คงมีข้อโต้แย้งและข้อที่เข้าใจไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ทำสัญญาจากสภาวการณ์ซึ่งอยู่ภายใต้ปัญหาในการบริหารจัดการเช่นนี้จึงอาจทำให้จำเลยทั้งสามต้องไปกระทำการอันมีลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบหลักเกณฑ์ของทางการ ซึ่งคดีนี้คำฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ยังไม่อาจรับฟังได้โดยชัดเจนเช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ประจำ ไม่ปรากฏว่าเคยมีประวัติกระทำผิด พบว่าปฏิบัติงานมาด้วยดี จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้ปรับปรุงตนเองโดยการรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสามมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี ปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 (เถกิงศักดิ์ คำสุระ-นิพันธ์ ช่วยสกุล-วิวัธน ทองลงยา) ศาลจังหวัดหนองคาย - นายปริญญา วิชาโครต ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.105/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2021/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2035/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
617979
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหนองคาย",
        "judge": "นายปริญญา วิชาโครต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961159"
    }
}
date
2560
deka_no
1033/2560
deka_running_no
1033
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "เถกิงศักดิ์ คำสุระ",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล",
    "วิวัธน ทองลงยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 162 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอธิพงษ์ โพธิ์ศรีไมล์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสกล ดวงคำจันทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 86, 91, 137, 162 (4) และ 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ประกอบมาตรา 83 ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 83 อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 อีกสถานหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ชัดแจ้ง เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลสอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวัน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการบริหารการศึกษา เพื่อจ่ายเป็นค่าสนับสนุนอาหารกลางวัน สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดพระบาทนาหงส์และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดสีหราช ตามลำดับ โดยเสนอราคาต่ำสุด ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ละทิ้งงาน ไม่มาทำสัญญาจ้างภายในกำหนดและบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งที่ความจริงโจทก์ทั้งสองไม่ได้ทิ้งงาน และต่อมาจำเลยที่ 1 นำความเท็จดังกล่าวแจ้งต่อนายอำเภอรัตนวาปีและผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานขณะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ทำเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานเป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หรือให้คำปรึกษาแนะนำจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดหรือเป็นตัวการ ท้ายฟ้องของโจทก์อ้างบทมาตราที่ถือว่าเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ทำหลักฐานเท็จ เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และบทมาตราเรื่องตัวการ ผู้สนับสนุน โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วย เพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาดังกล่าวได้ดี ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ต่อสู้คดีตามข้อหาที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมานั้นตลอดมา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่แบ่งจ้างการประกอบอาหารเพื่อให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุของหน่วยงานรัฐ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่มีการสอบราคาทำให้หน่วยงานของรัฐและโจทก์ทั้งสองเสียหาย เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนั้น ไม่ใช่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานทำเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ ในข้อหาดังกล่าว ตามฟ้องของโจทก์ ข้อ 4 วรรคสอง มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะทำหนังสือแจ้งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารและกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ได้ตรวจดูเอกสารแล้วเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาผู้จ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของจำเลยที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญา ไม่ได้เป็นเอกสารที่ได้รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จแต่อย่างใด และแม้แต่หนังสือของจำเลยที่ 1 ที่เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานก็เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเพื่อรายงานเรื่องการทิ้งงานต่อผู้มีอำนาจสั่งการไปตามขั้นตอน ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นเพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จแต่อย่างใดเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดในข้อหาดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานนี้ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 ทั้งนี้โดยยังเห็นสมควรวางโทษจำเลยทั้งสามไปตามที่ศาลล่างทั้งสองได้กำหนดไว้

ปัญหาต้องพิจารณาประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุสำคัญอันเป็นที่มาของการดำเนินคดีนี้ประการหนึ่งเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้เสนอราคาในการประมูลสอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในราคา 6 บาท และ 5 บาท ต่อคนต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งราคาที่เสนอมาดังกล่าวในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน นับว่าเป็นราคาที่บีบรัดเกินไป ยากที่จัดหาวัตถุดิบในการทำอาหารที่มีคุณภาพเกิดผลตอบแทนต่อทั้งตัวโจทก์ทั้งสองตลอดจนผู้ที่จัดหาหรือส่งวัตถุดิบในการทำอาหารแก่โจทก์ทั้งสองอย่างเป็นธรรมและเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจการเงินได้อย่างเหมาะสม ซึ่งข้อที่เกรงว่าราคาที่โจทก์ทั้งสองเสนออาจทำให้เด็กในชุมชนไม่ได้รับอาหารที่มีคุณภาพเหมาะสมนั้น จำเลยทั้งสามก็เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้แต่ต้นแล้ว นับว่ามีเหตุผลอยู่มาก และข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โครงการจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลพระบาทนาสิงห์นี้ นอกจากที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่โจทก์ทั้งสองชนะการประมูลสอบราคาจ้างแล้ว ยังมีที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งได้ความว่าการเสนอราคาหรือการตกลงราคาก็ยังมีผู้เกี่ยวข้องโต้แย้งร้องเรียนกัน ในสำนวน และบันทึกถ้อยคำของทนายจำเลยทั้งสามตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 5 มิถุนายน2557 ซึ่งสำหรับโจทก์ทั้งสองนั้น หลังจากที่ชนะการเสนอการสอบราคาแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือเรียกให้โจทก์ทั้งสองไปทำสัญญา ก็ได้มีการตกลงพูดกัน แต่คงมีข้อโต้แย้งและข้อที่เข้าใจไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ทำสัญญาจากสภาวการณ์ซึ่งอยู่ภายใต้ปัญหาในการบริหารจัดการเช่นนี้จึงอาจทำให้จำเลยทั้งสามต้องไปกระทำการอันมีลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบหลักเกณฑ์ของทางการ ซึ่งคดีนี้คำฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ยังไม่อาจรับฟังได้โดยชัดเจนเช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ประจำ ไม่ปรากฏว่าเคยมีประวัติกระทำผิด พบว่าปฏิบัติงานมาด้วยดี จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้ปรับปรุงตนเองโดยการรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสามมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี ปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2021/2556
primary_red_case_no
อ2035/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000195.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.105/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560