คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2560 ฉบับเต็ม

#618271
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2560 นายพอล โรเบิร์ต รัสเซล โจทก์ บริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 สัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทย และสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุว่าให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดน บังคับกับสัญญาฉบับนี้ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันอันเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 รวมทั้งที่ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว ไม่ใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้โดยไม่ต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 2,481,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,000,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนา 200,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินทางอนุญาโตตุลาการก่อน วันนัดพิจารณาศาลไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลำเนาอยู่ประเทศจีน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายไทยโดยเป็นบริษัทลูกของบริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี จำกัด ที่จดทะเบียนตามกฎหมายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทดังกล่าวมีกองทุนของประเทศสวีเดนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับแรกตามเอกสารหมาย จ.1 และฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยสัญญาจ้างแรงานตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เริ่มงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ส่วนสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์เริ่มทำงานวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายวางแผนและจัดซื้อการขนส่งทางทะเล ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อที่ 8 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ ส่วนสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อที่ 9 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดนว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ วันที่ 3 เมษายน 2556 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ตามหนังสือสัญญาเลิกจ้าง โดยโจทก์รับทราบการบอกเลิกจ้างวันที่ 25 เมษายน 2556 และทำงานเป็นวันสุดท้าย จำเลยยังคงจ่ายค่าจ้างและเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านและนำส่งเงินประกันสังคมให้โจทก์ และคู่ความทั้งสองฝ่ายยังไม่ผ่านกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการมาก่อน แล้ววินิจฉัยว่าแม้จะเป็นใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีมูลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยตกลงกันตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์อันก่อให้เกิดข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องรับได้การชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงเสียก่อน เมื่อยังไม่ดำเนินการขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดและไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงไม่อาจเสนอคดีต่อศาลได้ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานต่อกันโดยมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ โดยตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุใจความว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ และสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุใจความว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน ว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันแล้วอันเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ที่บัญญัติกำหนดให้นายจ้างชำระค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง และขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่บัญญัติกำหนดในกรณีนายจ้างเลิกจ้างและที่ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วด้วย จึงไม่ใช่การฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานได้โดยไม่ต้องเสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อการวินิจฉัยชี้ขาดก่อน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการไม่มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาหรือไม่ เพียงใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียก่อน พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานกลาง - นายนราพงษ์ จิรมณีงาม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2032/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ367/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ670/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
618271
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายนราพงษ์ จิรมณีงาม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958906"
    }
}
date
2560
deka_no
8335/2560
deka_running_no
8335
deka_year
2560
department
แรงงาน
judges
[
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพอล โรเบิร์ต รัสเซล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 2,481,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,000,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนา 200,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินทางอนุญาโตตุลาการก่อน

วันนัดพิจารณาศาลไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลำเนาอยู่ประเทศจีน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายไทยโดยเป็นบริษัทลูกของบริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี จำกัด ที่จดทะเบียนตามกฎหมายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทดังกล่าวมีกองทุนของประเทศสวีเดนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับแรกตามเอกสารหมาย จ.1 และฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยสัญญาจ้างแรงานตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เริ่มงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ส่วนสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์เริ่มทำงานวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายวางแผนและจัดซื้อการขนส่งทางทะเล ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อที่ 8 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ ส่วนสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อที่ 9 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดนว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ วันที่ 3 เมษายน 2556 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ตามหนังสือสัญญาเลิกจ้าง โดยโจทก์รับทราบการบอกเลิกจ้างวันที่ 25 เมษายน 2556 และทำงานเป็นวันสุดท้าย จำเลยยังคงจ่ายค่าจ้างและเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านและนำส่งเงินประกันสังคมให้โจทก์ และคู่ความทั้งสองฝ่ายยังไม่ผ่านกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการมาก่อน แล้ววินิจฉัยว่าแม้จะเป็นใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีมูลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยตกลงกันตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์อันก่อให้เกิดข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องรับได้การชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงเสียก่อน เมื่อยังไม่ดำเนินการขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดและไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงไม่อาจเสนอคดีต่อศาลได้ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานต่อกันโดยมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ โดยตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุใจความว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ และสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุใจความว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน ว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันแล้วอันเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ที่บัญญัติกำหนดให้นายจ้างชำระค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง และขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่บัญญัติกำหนดในกรณีนายจ้างเลิกจ้างและที่ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วด้วย จึงไม่ใช่การฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานได้โดยไม่ต้องเสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อการวินิจฉัยชี้ขาดก่อน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการไม่มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาหรือไม่ เพียงใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียก่อน

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
พ367/2557
primary_red_case_no
พ670/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000176.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2032/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560