คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2560 ฉบับเต็ม

#618543
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2560 นายสมจิต แสนเมือง โจทก์ นางกรรณิกา แสนเมือง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3), มาตรา 1473 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจาก พ. แล้วยังมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสัญญาให้โดยเสน่หาแล้ว ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 4157 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีก จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4157 ระหว่างนางกรรณิกา ผู้ขายจำเลยที่ 1 กับนายสมจิตต์ ผู้ซื้อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เสีย ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4157 ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4157 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 79 ตารางวา โจทก์ซื้อมาจากนายสมพงษ์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ถูกนำไปขายฝากแก่นายพรเลิศ มีกำหนด 1 ปี วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 มีการไถ่ถอนการขายฝากแล้วโอนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายฝาก ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากจากนายพรเลิศ และให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าปลอมอย่างไรเป็นการปลอมลายมือชื่อโจทก์ ปลอมเนื้อความ หรือปลอมทั้งฉบับ แม้ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในเอกสารดังกล่าวไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในใบแต่งทนายความคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า ลายมือชื่อโจทก์ในช่วงเกิดเหตุเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้ยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยเปลี่ยนลายมือชื่อตลอดมาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีมอบอำนาจเจ้าพนักงานที่ดินต้องตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนราษฎร์อย่างละเอียดรอบคอบ นายวิรพล เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพยานโจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า เจ้าพนักงานตรวจสอบลายมือชื่อและเอกสารประกอบแล้วน่าเชื่อว่า มีการมอบอำนาจจริง ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำนายกงจักร เจ้าพนักงานที่ดินผู้ดำเนินการตรวจสอบมาเบิกความยืนยันข้ออ้าง เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง แต่ไม่นำสืบให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ถือว่าโจทก์นำสืบประเด็นนี้ไม่สมตามคำฟ้องจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนายพรเลิศและให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรม การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยข้างต้นว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งนอกจากมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนายพรเลิศแล้ว ยังมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสัญญาให้โดยเสน่หา ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ดังนั้น สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ยินยอมก็ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (จิรนิติ หะวานนท์-พิศล พิรุณ-พิศิฏฐ์ สุดลาภา) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น - นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสมัย เฮงมีชัย แหล่งที่มา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชพ.19/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ271/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2875/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
618543
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสมัย เฮงมีชัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081959154"
    }
}
date
2560
deka_no
7640/2560
deka_running_no
7640
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "พิศล พิรุณ",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1471 (3)",
            "ม. 1473"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมจิต แสนเมือง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกรรณิกา แสนเมือง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 4157 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีก

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4157 ระหว่างนางกรรณิกา ผู้ขายจำเลยที่ 1 กับนายสมจิตต์ ผู้ซื้อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เสีย ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4157 ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4157 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 79 ตารางวา โจทก์ซื้อมาจากนายสมพงษ์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ถูกนำไปขายฝากแก่นายพรเลิศ มีกำหนด 1 ปี วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 มีการไถ่ถอนการขายฝากแล้วโอนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายฝาก ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากจากนายพรเลิศ และให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าปลอมอย่างไรเป็นการปลอมลายมือชื่อโจทก์ ปลอมเนื้อความ หรือปลอมทั้งฉบับ แม้ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในเอกสารดังกล่าวไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในใบแต่งทนายความคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า ลายมือชื่อโจทก์ในช่วงเกิดเหตุเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้ยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยเปลี่ยนลายมือชื่อตลอดมาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีมอบอำนาจเจ้าพนักงานที่ดินต้องตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนราษฎร์อย่างละเอียดรอบคอบ นายวิรพล เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพยานโจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า เจ้าพนักงานตรวจสอบลายมือชื่อและเอกสารประกอบแล้วน่าเชื่อว่า มีการมอบอำนาจจริง ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำนายกงจักร เจ้าพนักงานที่ดินผู้ดำเนินการตรวจสอบมาเบิกความยืนยันข้ออ้าง เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง แต่ไม่นำสืบให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ถือว่าโจทก์นำสืบประเด็นนี้ไม่สมตามคำฟ้องจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนายพรเลิศและให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรม การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยข้างต้นว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งนอกจากมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนายพรเลิศแล้ว ยังมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสัญญาให้โดยเสน่หา ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ดังนั้น สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ยินยอมก็ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ271/2556
primary_red_case_no
อ2875/2558
remark
หมายเหตุ
source
แหล่งที่มา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000178.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชพ.19/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560