คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8532/2560 ฉบับเต็ม

#619385
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8532/2560 นางสาวรัศมี วงศ์พิทักษ์ โจทก์ นางปรียาลักษณ์ สำเร็จกิจ หรือภัชรีย์ โพธิ์ดี จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทำสัญญาทั้งสามฉบับขึ้นในคราวเดียวกันเพื่อให้จำเลยรับสภาพหนี้มิได้มีเจตนาให้เป็นสัญญาตามแบบ ไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการกู้ยืมเงินได้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แม้โจทก์จะฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินรวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 จำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์แล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงจำนวน 145,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 220,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสัญญาทั้ง 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 250,000 บาท จำเลยชำระต้นเงินบางส่วนเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไม่อาจเรียกคืนหรือขอให้นำไปหักจากต้นเงินได้ แต่เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2558) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ รวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 65,000 บาท กับโจทก์ ส่วนสัญญากู้ยืมเงินอีกสองฉบับ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงต้องนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์อ้างสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แต่สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 และที่ 3 รวมจำนวน 145,000 บาท คงรับผิดตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 เพียง 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาทั้งสามฉบับขึ้นในคราวเดียวกันเพื่อให้จำเลยรับสภาพหนี้มิได้มีเจตนาให้เป็นสัญญาตามแบบ ไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการกู้ยืมเงินได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และแม้โจทก์จะฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินรวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 จำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์แล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงจำนวน 145,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วีระพล ตั้งสุวรรณ-อดิศักดิ์ ปัตรวลี-ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายนฤพาน สุรำไพ ศาลอุทธรณ์ - นายธนัท วิรบุตร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2391/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1377/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ733/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
619385
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายนฤพาน สุรำไพ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธนัท วิรบุตร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958898"
    }
}
date
2560
deka_no
8532/2560
deka_running_no
8532
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ",
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี",
    "ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวรัศมี วงศ์พิทักษ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางปรียาลักษณ์ สำเร็จกิจ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือภัชรีย์ โพธิ์ดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 220,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสัญญาทั้ง 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 250,000 บาท จำเลยชำระต้นเงินบางส่วนเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไม่อาจเรียกคืนหรือขอให้นำไปหักจากต้นเงินได้ แต่เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2558) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ รวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 65,000 บาท กับโจทก์ ส่วนสัญญากู้ยืมเงินอีกสองฉบับ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงต้องนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์อ้างสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แต่สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 และที่ 3 รวมจำนวน 145,000 บาท คงรับผิดตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 เพียง 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาทั้งสามฉบับขึ้นในคราวเดียวกันเพื่อให้จำเลยรับสภาพหนี้มิได้มีเจตนาให้เป็นสัญญาตามแบบ ไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการกู้ยืมเงินได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และแม้โจทก์จะฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินรวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 จำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์แล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงจำนวน 145,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1377/2558
primary_red_case_no
พ733/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000176.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2391/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560