ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7758 - 7759/2560
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์
นางสาว ก.
โจทก์ร่วม
นาย ส.
ผู้ร้อง
นาย ว. กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 75, มาตรา 78, มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 288, มาตรา 289 (4), มาตรา 295, มาตรา 297 (8)
ป.วิ.อ. มาตรา 219
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เดือน และลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ตามมาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 5 ปี หากอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังฝึกอบรมไม่ครบตามกำหนดเวลาให้ส่งไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนดตามระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นอันตรายสาหัสและมีผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา 295, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินสองปีและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินกำหนดที่ว่า ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีเจตนาร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้มาโดยไม่มีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาทำความเห็นแย้งหรือรับรองให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10
___________________________
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 59, 80, 83, 90, 91, 288, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 216/2557 ของศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสิบสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ
ระหว่างพิจารณา นางสาวกัญญ์วรา มารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของนายศุภกิตติ์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาวกัญญ์วรายื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ชดใช้ค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลรวม 1,000,000 บาท ต่อมาขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต
ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ต่อมาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การในส่วนแพ่งทำนองเดียวกันว่า มิได้ทำละเมิดต่อผู้ร้อง ไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง
จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ให้การในส่วนแพ่งว่า ผู้ร้องมิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีอายุระหว่าง 15 ปีเศษ ถึง 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 20 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 11 ปี 9 เดือน 10 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 5 ปี นับแต่วันพิพากษา โดยให้หักวันควบคุมให้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 อายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังฝึกอบรมไม่ครบตามกำหนดเวลา ให้ส่งไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดตามระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลืออยู่ ส่วนจำเลยที่ 13 ปัจจุบันอายุ 18 ปีเศษ และถูกพิพากษาจำคุกในคดีอื่น ดังนั้น การเปลี่ยนโทษและการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 จึงไม่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 13 ให้นับระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากระยะเวลาฝึกอบรมในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 57/2558 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 และที่ 12 คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 118,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ส่วนจำเลยอื่นให้ยกคำร้อง
จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 358 ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีผู้ได้รับอันตรายแก่กาย และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 คนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 12 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติตลอดระยะเวลาดังกล่าว โดยกำหนดให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งในปีแรก 4 เดือนต่อครั้ง ในปีที่ 2 และ 6 เดือนต่อครั้ง ในปีที่ 3 กำหนดเงื่อนไขสำคัญคือให้เรียนให้จบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงตามที่กำลังศึกษาอยู่ขณะกระทำความผิดและขณะที่อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้นำหลักฐานการเรียนหรือหลักฐานการประกอบอาชีพที่เป็นกิจจะลักษณะมาแสดงต่อพนักงานคุมประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 และผู้ปกครองเข้ารับการอบรมทักษะการอมรมดูแลบุตรวัยรุ่น ให้พนักงานคุมประพฤติจัดให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 ไปรับการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพเชิงบวก ทักษะการใช้ชีวิตและสังคมและรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบ ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ในเรื่องที่เป็นผลต่อเนื่องจากกรณีนักศึกษาต่างสถาบันตีกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 เห็นสมควร ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งครัด และให้พนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นทราบความคืบหน้าการปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นระยะ หากครบกำหนด 3 ปีที่รอการลงโทษแต่จำเลยคนใดยังเรียนไม่จบการศึกษาตามเงื่อนไข ให้พนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนและยกคำขอให้นับระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่จำเลยที่ 4 กับพวกซึ่งเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์รอรถยนต์โดยสารอยู่ที่ศาลาพักผู้โดยสารใกล้สัญญาณไฟจราจรสามแยกบางปะกงนอก นายสมชาย ขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10 - 3716 ชลบุรี มาถึงศาลาพักผู้โดยสารมีผู้โดยสารคือนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกประมาณ 20 คน กับนักศึกษาโรงเรียนสุขบทและประชาชนทั่วไปรวมประมาณ 50 คน ทั้งยืนและนั่งเต็มคันรถได้ชะลอรถเพื่อจอดก็มีจำเลยที่ 4 กับพวกกรูกันไปที่รถยนต์โดยสาร จำเลยที่ 4 ได้ชกนายเจษฎางค์ นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกซึ่งยืนอยู่บนรถยนต์โดยสารแล้วจำเลยที่ 4 จะขึ้นไปบนรถก็ถูกนายเจษฎางค์ถีบจำเลยที่ 4 ไม่ให้ขึ้นรถ นายสมชายจึงขับรถยนต์โดยสารออกไปโดยไม่จอด นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์จึงขับรถจักรยานยนต์ตามไปประมาณ 10 กว่าคัน เมื่อรถยนต์โดยสารวิ่งไปถึงวัดใหม่สงเคราะห์ราษฎร์หรือวัดผีขุด มีกลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ขับรถจักรยานยนต์มีคนนั่งซ้อนท้าย 2 ถึง 3 คน ตามมาสมทบอีกประมาณ 5 ถึง 6 คัน และก่อนที่รถยนต์โดยสารจะวิ่งไปถึงฝั่งตรงข้ามป้อมตำรวจ นายสุรศักดิ์ ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ประกบด้านข้างได้โยนไม้ใส่ใต้ท้องรถยนต์โดยสารถูกหม้อน้ำแตกกับใช้มีดดาบฟันกระจกด้านข้างคนขับแตกและใช้มีดฟันยางรถยนต์จนยางแตก และมีคนร้ายที่ไม่ได้แต่งกายนักศึกษาสวมหมวกนิรภัยซึ่งซ้อนรถจักรยานยนต์ได้ชูอาวุธปืนและมีเสียงปืนดัง 1 นัด กระสุนปืนถูกกระจกรถยนต์โดยสารทางด้านหลังแตกแต่ไม่ทะลุตามผลการตรวจวิถีกระสุน รถยนต์โดยสารวิ่งไปเครื่องดับและหยุดอยู่ตรงข้ามป้อมยามตำรวจ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์เข้าไปทำร้ายผู้โดยสารและทำลายรถยนต์โดยสาร เจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ป้อมตำรวจเข้ามาห้ามนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์จึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ระหว่างทางที่นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ขับรถจักรยานยนต์มานั้นได้ใช้ก้อนหินและสิ่งของขว้างใส่รถยนต์โดยสารเป็นระยะ ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากขวาบนขนาด 10 เซนติเมตร เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบเลือดออกชั้นเยื่อหุ้มสมองใต้สมอง และมีกระโหลกแตก ต้องได้รับการดูแลตลอดชีวิต เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่คิ้วด้านซ้ายเป็นแผลเย็บ 4 เข็ม ผู้ร้องได้รับค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถยนต์ 88,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 และที่ 12 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 และที่ 12 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และในส่วนคดีแพ่งสำหรับจำเลยที่ 13 ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องและจำเลยที่ 13 ไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เดือน และลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ตามมาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 5 ปี หากอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังฝึกอบรมไม่ครบตามกำหนดเวลาให้ส่งไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนดตามระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นอันตรายสาหัสและมีผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินสองปีและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินกำหนดที่ว่าต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีเจตนาร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้มาโดยไม่มีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาทำความเห็นแย้งหรือรับรองให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 คงมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 13 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงไม่ใช่จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 13 ไม่ได้ร่วมมีและพาอาวุธปืน เหตุคดีนี้เกิดขึ้นกะทันหันไม่มีการคบคิดมาก่อนดังที่วินิจฉัยมาในปัญหาประการแรก โดยต่างคนต่างขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามรถยนต์โดยสารและใช้ก้อนหินขว้างใส่รถยนต์โดยสารเป็นระยะจนกระจกรถยนต์โดยสารแตก ก้อนหินไปถูกผู้โดยสาร โจทก์คงมีนางสมคิด พนักงานเก็บค่าโดยสารเพียงปากเดียวที่เห็นจำเลยที่ 13 ใช้ก้อนหินขว้างใส่รถยนต์โดยสารตอนที่รถยนต์โดยสารเครื่องดับ แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าก้อนหินที่จำเลยที่ 13 ขว้างนั้นมีขนาดเท่าใดและทะลุเข้าไปในรถโดยสารหรือไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 13 จึงไม่ใช่การไตร่ตรองไว้ก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 13 มีเจตนาฆ่าดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้ง นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 13 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในปัญหาประการที่สองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 13 ประการที่สองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(กีรติ กาญจนรินทร์-พิศล พิรุณ-สุรางคนา กมลละคร)
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา - นางสาวไพพร อัมพรกลิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายอริยะ นาวินธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยชอ23/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ252/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ268/2558
หมายเหตุ