คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8415/2557 ฉบับเต็ม

#619420
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8415/2557 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม นายวิ ธรรมจันทร์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 342 ป.วิ.อ. มาตรา 43, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ทรัพย์สิน 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 กับพวกได้มาจากการนำเงินที่ฉ้อโกงโจทก์ร่วมไปซื้อมาไว้ในครอบครองไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้คืนทรัพย์สิน 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วม แต่มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินในจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์สิน 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วมด้วยเป็นการไม่ชอบ เพราะจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับเงินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคืนจากจำเลยที่ 2 กับพวกไม่ครบถ้วน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 341, 342 (1), 357 ให้คืนปลอกพลาสติกสำหรับรัดเงิน 3 อัน คืนเงิน 230,000 บาท กับทรัพย์สินรวม 47 รายการ เป็นเงิน 473,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และริบรถยนต์ทั้งสองคันของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นการชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342 (1) ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 5 ปี กับให้คืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ยังไม่ได้รับคืนแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 3178 นครพนม และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 2536 นครราชสีมา ของกลาง และให้คืนปลอกพลาสติกสำหรับรัดเงิน 3 อัน เงิน 230,000 บาท และทรัพย์สิน 47 รายการ ของกลางแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 3178 นครพนม กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 2536 นครราชสีมา และทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และยึดได้เงิน 230,000 บาท อันเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงไปจากโจทก์ร่วม กับทรัพย์สินอีก 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท เป็นของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และให้คืนเงินของกลาง 230,000 บาท แก่โจทก์ร่วม กับให้คืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับคืนแก่โจทก์ร่วม แต่ทรัพย์สินอีก 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน 47 รายการ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ให้อำนาจโจทก์ไว้ แต่ทรัพย์สินทั้ง 47 รายการ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ศาลจึงไม่อาจคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้คืนทรัพย์สินทั้ง 47 รายการดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม แต่มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินในจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์ 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วมด้วยย่อมไม่ชอบ เพราะจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับเงินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคืนจากจำเลยที่ 2 กับพวก ไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินอีก 473,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-ปดารณี ลัดพลี-พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายชนินทร์ ใช้ปัญญา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1698/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ665/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4567/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
619420
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายชนินทร์ ใช้ปัญญา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976924"
    }
}
date
2557
deka_no
8415/2557
deka_running_no
8415
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 342"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 43",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิ ธรรมจันทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 341, 342 (1), 357 ให้คืนปลอกพลาสติกสำหรับรัดเงิน 3 อัน คืนเงิน 230,000 บาท กับทรัพย์สินรวม 47 รายการ เป็นเงิน 473,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และริบรถยนต์ทั้งสองคันของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นการชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342 (1) ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 5 ปี กับให้คืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ยังไม่ได้รับคืนแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 3178 นครพนม และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 2536 นครราชสีมา ของกลาง และให้คืนปลอกพลาสติกสำหรับรัดเงิน 3 อัน เงิน 230,000 บาท และทรัพย์สิน 47 รายการ ของกลางแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 3178 นครพนม กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 2536 นครราชสีมา และทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และยึดได้เงิน 230,000 บาท อันเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงไปจากโจทก์ร่วม กับทรัพย์สินอีก 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท เป็นของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และให้คืนเงินของกลาง 230,000 บาท แก่โจทก์ร่วม กับให้คืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับคืนแก่โจทก์ร่วม แต่ทรัพย์สินอีก 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน 47 รายการ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ให้อำนาจโจทก์ไว้ แต่ทรัพย์สินทั้ง 47 รายการ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ศาลจึงไม่อาจคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้คืนทรัพย์สินทั้ง 47 รายการดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม แต่มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินในจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์ 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วมด้วยย่อมไม่ชอบ เพราะจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับเงินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคืนจากจำเลยที่ 2 กับพวก ไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินอีก 473,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
อ665/2543
primary_red_case_no
อ4567/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000331.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1698/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557