คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2561 ฉบับเต็ม

#619421
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2561 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายพงศ์เทพ ดิเรกวัฒนสาร กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 145, มาตรา 310 ทวิ, มาตรา 337 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้เสียหายทั้งสี่และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อพบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงทำบันทึกการจับกุม แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ภายในห้องพัก และขู่เข็ญให้แจ้งญาตินำเงินไปมอบให้จำเลยทั้งสามมิฉะนั้นจะส่งตัวไปดำเนินคดี เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 145, 310 ทวิ, 337 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 101/1 ริบของกลาง บวกโทษของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2468/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานอื่น และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 145 วรรคแรก, 310 ทวิ, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 3 ปี 9 เดือน ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2468/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ที่ห้องพักหมายเลข ซี 8 ท่าท้อนรีสอร์ท ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสี่และห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด จำนวน 1 ถุง ซุกซ่อนในซองบุหรี่สีแดงวางอยู่บนหัวเตียง และตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ที่จอดอยู่หน้าห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จำนวน 7 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด ซุกซ่อนอยู่บริเวณระหว่างหน้าปัดวัดความเร็วกับมือจับคันเร่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 พาผู้เสียหายทั้งสี่ไปที่ห้องพักหมายเลข เอ 2 มีจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ภายในห้องก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 เขียนบันทึกการจับกุมให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงลายมือชื่อ ทั้งที่จำเลยทั้งสามไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ติดต่อญาติให้หาเงินไปแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดี ขณะที่นางหนับเสาะมารดาผู้เสียหายที่ 2 กลับไปรวบรวมเงิน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติดให้โทษที่ท่าท้อนรีสอร์ท เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่ท่าท้อนรีสอร์ท พบจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายทั้งสี่ที่ห้องพักหมายเลข เอ 2 และพบจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ห้องพักหมายเลข ซี 8 จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามน้ำมันเถื่อน แต่ไม่มีบัตรประจำตัว ผู้เสียหายทั้งสี่แจ้งว่าจำเลยทั้งสามจับกุมผู้เสียหายทั้งสี่และเรียกเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดี เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสามดำเนินคดีนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เป็นความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเข้าตรวจค้นห้องพักของผู้เสียหายทั้งสี่และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อพบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยที่ 1 ก็จัดทำบันทึกการจับกุมให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงลายมือชื่อ แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุ และขู่เข็ญให้แจ้งญาตินำเงินไปมอบให้จำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นจะส่งตัวไปดำเนินคดี เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 337 วรรคหนึ่ง กับมาตรา 14 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 310 ทวิ และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมอันเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 3 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (อธิคม อินทุภูติ-นิพันธ์ ช่วยสกุล-ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง) ศาลจังหวัดสงขลา - นายณรงค์ พรหมอยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายอำนวย โอภาพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2826/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3319/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ187/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
619421
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายณรงค์ พรหมอยู่"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายอำนวย โอภาพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958133"
    }
}
date
2561
deka_no
1087/2561
deka_running_no
1087
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "อธิคม อินทุภูติ",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล",
    "ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 145",
            "ม. 310 ทวิ",
            "ม. 337"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงศ์เทพ ดิเรกวัฒนสาร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 145, 310 ทวิ, 337 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 101/1 ริบของกลาง บวกโทษของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2468/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานอื่น และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 145 วรรคแรก, 310 ทวิ, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 3 ปี 9 เดือน ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2468/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ที่ห้องพักหมายเลข ซี 8 ท่าท้อนรีสอร์ท ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสี่และห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด จำนวน 1 ถุง ซุกซ่อนในซองบุหรี่สีแดงวางอยู่บนหัวเตียง และตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ที่จอดอยู่หน้าห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จำนวน 7 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด ซุกซ่อนอยู่บริเวณระหว่างหน้าปัดวัดความเร็วกับมือจับคันเร่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 พาผู้เสียหายทั้งสี่ไปที่ห้องพักหมายเลข เอ 2 มีจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ภายในห้องก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 เขียนบันทึกการจับกุมให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงลายมือชื่อ ทั้งที่จำเลยทั้งสามไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ติดต่อญาติให้หาเงินไปแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดี ขณะที่นางหนับเสาะมารดาผู้เสียหายที่ 2 กลับไปรวบรวมเงิน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติดให้โทษที่ท่าท้อนรีสอร์ท เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่ท่าท้อนรีสอร์ท พบจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายทั้งสี่ที่ห้องพักหมายเลข เอ 2 และพบจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ห้องพักหมายเลข ซี 8 จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามน้ำมันเถื่อน แต่ไม่มีบัตรประจำตัว ผู้เสียหายทั้งสี่แจ้งว่าจำเลยทั้งสามจับกุมผู้เสียหายทั้งสี่และเรียกเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดี เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสามดำเนินคดีนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เป็นความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเข้าตรวจค้นห้องพักของผู้เสียหายทั้งสี่และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อพบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยที่ 1 ก็จัดทำบันทึกการจับกุมให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงลายมือชื่อ แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุ และขู่เข็ญให้แจ้งญาตินำเงินไปมอบให้จำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นจะส่งตัวไปดำเนินคดี เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 337 วรรคหนึ่ง กับมาตรา 14 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 310 ทวิ และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมอันเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 3 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3319/2557
primary_red_case_no
อ187/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000170.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2826/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561