คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2560 ฉบับเต็ม

#620188
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2560 นางสาวสุจิตร พัวพรพงศ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก ของจ่าสิบตำรวจวิภรณ์ พัวพรพงศ์ โจทก์ นายสมชาย พัวพรพงศ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1719 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหน้าที่และอำนาจในการจัดการมรดกตามที่ ป.พ.พ. บรรพ 6 ลักษณะ 4 บัญญัติไว้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถจัดการมรดกในส่วนที่ดินมีโฉนดได้เพราะทายาทไม่ให้ความร่วมมือ ไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นร่วมกันในการจัดการและปันทรัพย์มรดก แม้จะเป็นจริงดังโจทก์กล่าวอ้างโจทก์ก็มีอำนาจดำเนินการจัดการและปันทรัพย์มรดกไปได้โดยไม่ต้องจัดประชุม เพราะอาจมีทายาทที่ไม่เห็นด้วยไม่เข้าร่วมประชุมอันจะทำให้การจัดการมรดกติดขัดหรือหยุดชะงักลง ทำให้เกิดความเสียหายกับการจัดการและปันทรัพย์มรดกได้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่า ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกร่วมกับโจทก์ ขัดขวางหรือโต้แย้งสิทธิในการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์จนไม่สามารถจัดการมรดกได้ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ออกขายนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งเท่า ๆ กันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และทายาทของจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจวิภรณ์ ผู้ตาย กับนางทุเรียน ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2521 ศาลมีคำสั่งตั้งนางทุเรียนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่นางทุเรียนจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นก็ถึงแก่ความตายก่อน ศาลจึงมีคำสั่งตั้งโจทก์และจำเลยที่ 5 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ต่อมาศาลมีคำสั่งถอนจำเลยที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โจทก์รวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งมีอยู่หลายรายการและโจทก์เห็นว่าทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นทรัพย์มรดกที่ทายาทควรเจรจาตกลงกันและแบ่งปันกันได้โจทก์จึงขอนัดประชุม แต่ไม่อาจประชุมและเจรจากันได้ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องทายาททั้งห้าเป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งห้านำที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวออกขาย แล้วนำเงินมาแบ่งปันกันตามสัดส่วนเท่า ๆ กันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหน้าที่และมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 ว่าด้วยวิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดกได้บัญญัติไว้ โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นที่ดินมีโฉนดดังกล่าวได้ เพราะทายาทไม่ให้ความร่วมมือไม่มาเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเห็นร่วมกันในการจัดการและปันทรัพย์มรดก ถึงแม้หากข้อเท็จจริงจะเป็นดังเช่นที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการและปันทรัพย์มรดกก็มีอำนาจที่จะดำเนินการจัดการและปันทรัพย์มรดกไปได้โดยไม่จำต้องจัดประชุม เพราะหากถือเป็นหลักว่าโจทก์ต้องจัดประชุมก่อนให้ได้ เช่นนี้ ทายาทที่ไม่เห็นด้วยกับการที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกก็จะไม่เข้าร่วมประชุมและทำให้การจัดการมรดกที่ควรจะดำเนินการต่อไปให้เสร็จเรียบร้อยไปได้โดยรวดเร็วต้องติดขัดหรือหยุดชะงักลง ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น กับการจัดการและปันทรัพย์มรดก ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าทายาทไม่เข้าร่วมประชุม ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกร่วมกับโจทก์ ขัดขวางหรือโต้แย้งสิทธิในการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์จนไม่สามารถจัดการมรดกได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พิศาล อัยยะวรากูล-ประยูร ณ ระนอง-กึกก้อง สมเกียรติเจริญ) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายชัชวาล กันฉาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1329/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1636/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ809/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
620188
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายชัชวาล กันฉาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081961395"
    }
}
date
2560
deka_no
431/2560
deka_running_no
431
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "พิศาล อัยยะวรากูล",
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1719"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวสุจิตร พัวพรพงศ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของจ่าสิบตำรวจวิภรณ์ พัวพรพงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชาย พัวพรพงศ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ออกขายนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งเท่า ๆ กันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และทายาทของจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจวิภรณ์ ผู้ตาย กับนางทุเรียน ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2521 ศาลมีคำสั่งตั้งนางทุเรียนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่นางทุเรียนจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นก็ถึงแก่ความตายก่อน ศาลจึงมีคำสั่งตั้งโจทก์และจำเลยที่ 5 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ต่อมาศาลมีคำสั่งถอนจำเลยที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โจทก์รวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งมีอยู่หลายรายการและโจทก์เห็นว่าทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นทรัพย์มรดกที่ทายาทควรเจรจาตกลงกันและแบ่งปันกันได้โจทก์จึงขอนัดประชุม แต่ไม่อาจประชุมและเจรจากันได้ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องทายาททั้งห้าเป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งห้านำที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวออกขาย แล้วนำเงินมาแบ่งปันกันตามสัดส่วนเท่า ๆ กันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหน้าที่และมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 ว่าด้วยวิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดกได้บัญญัติไว้ โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นที่ดินมีโฉนดดังกล่าวได้ เพราะทายาทไม่ให้ความร่วมมือไม่มาเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเห็นร่วมกันในการจัดการและปันทรัพย์มรดก ถึงแม้หากข้อเท็จจริงจะเป็นดังเช่นที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการและปันทรัพย์มรดกก็มีอำนาจที่จะดำเนินการจัดการและปันทรัพย์มรดกไปได้โดยไม่จำต้องจัดประชุม เพราะหากถือเป็นหลักว่าโจทก์ต้องจัดประชุมก่อนให้ได้ เช่นนี้ ทายาทที่ไม่เห็นด้วยกับการที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกก็จะไม่เข้าร่วมประชุมและทำให้การจัดการมรดกที่ควรจะดำเนินการต่อไปให้เสร็จเรียบร้อยไปได้โดยรวดเร็วต้องติดขัดหรือหยุดชะงักลง ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น กับการจัดการและปันทรัพย์มรดก ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าทายาทไม่เข้าร่วมประชุม ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกร่วมกับโจทก์ ขัดขวางหรือโต้แย้งสิทธิในการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์จนไม่สามารถจัดการมรดกได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1636/2557
primary_red_case_no
พ809/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000197.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1329/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560