คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2561 ฉบับเต็ม

#621184
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2561 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โจทก์ สมาคมนักข่าวเชียงใหม่ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสืออนุญาตให้จัดตั้งข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชน ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,110,647.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,027,584 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือนในอัตราเดือนละ 1,024 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 532,206 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 597,456 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 กรมไปรษณีย์โทรเลขอนุญาตให้จำเลยจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมควบคุมข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อสารมวลชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ความถี่วิทยุ 161.150 MHz เป็นช่องเรียกขาน ความถี่วิทยุ 161.175, 161.200 และ 161.225 MHz เป็นช่องปฏิบัติงานร่วมกันของสื่อมวลชน และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่วิทยุ 161.150, 161.175, 161.200 และ 161.225 MHz ระบบ VHF/FM ความกว้างแถบความถี่ไม่เกิน 16 KHz ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2548 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้มีหนังสือเตือนให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในรอบการชำระปี 2548 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่แล้วเสร็จ ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าไม่อาจอนุญาตให้จำเลยใช้เฉพาะความถี่วิทยุ 161.150 MHz ได้ พร้อมทั้งแจ้งให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในรอบปี 2548 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2553 โจทก์ได้รับโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ประกอบมาตรา 97 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และมาตรา 161 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และในกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และหนังสืออนุญาตให้จัดตั้งข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชนของกรมไปรษณีย์โทรเลขตามที่จำเลยมีหนังสือขออนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ข้อ 4 ระบุว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามประกาศกระทรวงคมนาคม เป็นเงินจำนวน 6,400 บาท ต่อปี และข้อ 5 ระบุว่า ขณะนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลขกำลังดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ อาจมีผลทำให้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ได้รับอนุญาตสูงกว่าจำนวนข้างต้น ซึ่งต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ หนี้ และงบประมาณให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้โอนมาให้แก่โจทก์ ดังนั้น ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสืออนุญาตดังกล่าวด้วย และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด จึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อกัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นจำนวนที่พอสมควรแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขอค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ คิดเป็นเดือนละ 1,024 บาท รวม 522 เดือน ศาลชั้นต้นกำหนดให้เดือนละ 75 บาท แม้ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เดือนละ 200 บาท เพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา แต่ยังคงน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มที่ยังไม่ได้ปรับลด และผลประโยชน์ที่โจทก์อาจได้รับตอบแทนจากเงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นเงินเดือนละ 512 บาท รวม 522 เดือน เป็นเงิน 267,264 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 760,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์-ชำนาญ รวิวรรณพงษ์-วิชิต ลีธรรมชโย) ศาลแพ่ง - นายต่อพงศ์ ตั้งสินมั่นคง ศาลอุทธรณ์ - นางขนิษฐา อรุณวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.703/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5285/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3987/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
621184
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายต่อพงศ์ ตั้งสินมั่นคง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางขนิษฐา อรุณวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958022"
    }
}
date
2561
deka_no
1376/2561
deka_running_no
1376
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์",
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์",
    "วิชิต ลีธรรมชโย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 379",
            "ม. 383"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สมาคมนักข่าวเชียงใหม่"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,110,647.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,027,584 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือนในอัตราเดือนละ 1,024 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 532,206 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 597,456 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 กรมไปรษณีย์โทรเลขอนุญาตให้จำเลยจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมควบคุมข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อสารมวลชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ความถี่วิทยุ 161.150 MHz เป็นช่องเรียกขาน ความถี่วิทยุ 161.175, 161.200 และ 161.225 MHz เป็นช่องปฏิบัติงานร่วมกันของสื่อมวลชน และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่วิทยุ 161.150, 161.175, 161.200 และ 161.225 MHz ระบบ VHF/FM ความกว้างแถบความถี่ไม่เกิน 16 KHz ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2548 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้มีหนังสือเตือนให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในรอบการชำระปี 2548 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่แล้วเสร็จ ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าไม่อาจอนุญาตให้จำเลยใช้เฉพาะความถี่วิทยุ 161.150 MHz ได้ พร้อมทั้งแจ้งให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในรอบปี 2548 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2553 โจทก์ได้รับโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ประกอบมาตรา 97 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และมาตรา 161 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และในกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และหนังสืออนุญาตให้จัดตั้งข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชนของกรมไปรษณีย์โทรเลขตามที่จำเลยมีหนังสือขออนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ข้อ 4 ระบุว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามประกาศกระทรวงคมนาคม เป็นเงินจำนวน 6,400 บาท ต่อปี และข้อ 5 ระบุว่า ขณะนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลขกำลังดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ อาจมีผลทำให้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ได้รับอนุญาตสูงกว่าจำนวนข้างต้น ซึ่งต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ หนี้ และงบประมาณให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้โอนมาให้แก่โจทก์ ดังนั้น ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสืออนุญาตดังกล่าวด้วย และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด จึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อกัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นจำนวนที่พอสมควรแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขอค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ คิดเป็นเดือนละ 1,024 บาท รวม 522 เดือน ศาลชั้นต้นกำหนดให้เดือนละ 75 บาท แม้ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เดือนละ 200 บาท เพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา แต่ยังคงน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มที่ยังไม่ได้ปรับลด และผลประโยชน์ที่โจทก์อาจได้รับตอบแทนจากเงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นเงินเดือนละ 512 บาท รวม 522 เดือน เป็นเงิน 267,264 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 760,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5285/2556
primary_red_case_no
พ3987/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000169.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.703/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561