คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2150/2561 ฉบับเต็ม

#621393
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2150/2561 นายทอง แสวง ผู้ร้อง นางจุฑามณี อุทุมพร ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง การร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องได้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้วโดยไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2561) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายเล็ก ผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74622, 74623, 74624, 74625, 51895, 6808 และ 13180 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74623, 74624 และ 51895 ให้แก่นางณิชารีย์ บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 74625 และ 13180 ให้แก่นางสาวปภาวรินท์ บุตรของผู้คัดค้านกับผู้ตายตามสำเนาโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74622 และ 6806 ให้แก่นางอุไร บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย นอกจากนี้ผู้ตายมีที่ดินโฉนดเลขที่ 50477 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสินสมรสของผู้ตายกับผู้คัดค้านและมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อตามสำเนาโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2558 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงอันยุติได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลได้โอนที่ดินรวม 8 แปลง ให้แก่นางณิชารีย์กับนางอุไร ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย และนางสาวปภาวรินท์ ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตาย นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 50477 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านให้แก่ผู้มีชื่อ นอกจากนี้ไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2558 แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิและไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุให้ร้องขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หากผู้ร้องจัดการมรดกไม่ถูกต้องตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและทายาทผู้มีสิทธิแต่ได้รับการแบ่งปันไม่ชอบจะต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยตรงต่อไปเป็นคดีต่างหากจากการร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น ไม่มีเหตุที่จะมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดก การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 อันเป็นเวลาภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-สมจิตร์ ทองศรี-ธนาพนธ์ ชวรุ่ง) ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายรุ่งโรจน์ ดีพร้อม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1943/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ111/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ183/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
621393
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสีคิ้ว",
        "judge": "นายรุ่งโรจน์ ดีพร้อม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957894"
    }
}
date
2561
deka_no
2150/2561
deka_running_no
2150
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน",
    "สมจิตร์ ทองศรี",
    "ธนาพนธ์ ชวรุ่ง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1727 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายทอง แสวง"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางจุฑามณี อุทุมพร"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายเล็ก ผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74622, 74623, 74624, 74625, 51895, 6808 และ 13180 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74623, 74624 และ 51895 ให้แก่นางณิชารีย์ บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 74625 และ 13180 ให้แก่นางสาวปภาวรินท์ บุตรของผู้คัดค้านกับผู้ตายตามสำเนาโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74622 และ 6806 ให้แก่นางอุไร บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย นอกจากนี้ผู้ตายมีที่ดินโฉนดเลขที่ 50477 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสินสมรสของผู้ตายกับผู้คัดค้านและมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อตามสำเนาโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2558 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงอันยุติได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลได้โอนที่ดินรวม 8 แปลง ให้แก่นางณิชารีย์กับนางอุไร ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย และนางสาวปภาวรินท์ ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตาย นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 50477 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านให้แก่ผู้มีชื่อ นอกจากนี้ไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2558 แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิและไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุให้ร้องขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หากผู้ร้องจัดการมรดกไม่ถูกต้องตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและทายาทผู้มีสิทธิแต่ได้รับการแบ่งปันไม่ชอบจะต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยตรงต่อไปเป็นคดีต่างหากจากการร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น ไม่มีเหตุที่จะมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดก การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 อันเป็นเวลาภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ111/2555
primary_red_case_no
พ183/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000168.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1943/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561