คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561 ฉบับเต็ม

#621396
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561 นายสุเทพย์ ปานบุญ ผู้ร้อง นายสัมฤทธิ์ ศรีเสริมวงศ์ ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย, มาตรา 1658, มาตรา 1713 ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ ก. ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ผู้ร้องหามีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมและแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์มาเป็นพยาน เมื่อได้ความว่าผู้ตายแจ้งข้อความที่ตนประสงค์ให้เจ้าหน้าที่จดต่อหน้าพยานสองคน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เห็นแล้วว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงทำพินัยกรรมให้ ฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามข้ออ้าง พยานหลักฐานผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ตามพินัยกรรมข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่ ก. และข้อ 3 ระบุว่า ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย จึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุเทพย์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายกณภัทร และผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ที่สำนักงานเขตพญาไท ยกทรัพย์มรดกให้นายกณภัทร ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ ไม่ให้มีสิทธิรับมรดก และให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อตนถึงแก่ความตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมีภาระในการตรวจพิสูจน์ความถูกต้องของพินัยกรรม เมื่อผู้ร้องไม่นำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพินัยกรรมดังกล่าวมาเป็นพยานยืนยันความถูกต้องของการจัดทำและได้จัดทำขึ้นตามความประสงค์ของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ผู้คัดค้านมีภาระในการพิสูจน์ จึงไม่ถูกต้อง รับฟังไม่ได้ว่าพินัยกรรม เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองอย่างแท้จริง เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ซึ่งมีนายวรเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตพญาไท ผู้จัดทำพินัยกรรมบันทึกไว้ตอนท้ายหน้า 2 ว่า ข้าพเจ้าได้จดและอ่านข้อความที่ทำเป็นพินัยกรรมขึ้นนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง ผู้ทำพินัยกรรมและพยานได้รับรองข้อความว่าถูกต้องและลงลายมือชื่อในพินัยกรรม นับว่าพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ของมาตรา 1658 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ผู้คัดค้านยอมรับว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมจริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายกณภัทร ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ผู้ร้องหามีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมมาเป็นพยานยืนยันความถูกต้องของพินัยกรรมดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า พินัยกรรมเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดและแบ่งหน้าที่กันทำของผู้ร้องและนายกณภัทร มิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของผู้ตาย เห็นว่า เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องไม่นำแพทย์ที่ออกใบรับรองแพทย์ มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงถึงสภาพร่างกายและความมีสติสัมปชัญญะของผู้ตาย จึงมีข้อพิรุธถึงความไม่ถูกต้องของพินัยกรรมนั้น เห็นว่า การทำพินัยกรรมได้กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นคนกลางมิได้มีส่วนได้เสียใด ๆ โดยผู้ตายได้แจ้งความประสงค์ในการทำพินัยกรรมของตนเพื่อให้เจ้าหน้าที่จดข้อความดังกล่าวต่อหน้าพยาน 2 คน จึงเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำพินัยกรรมได้สอบถามและพูดคุยกับผู้ตายแล้วเห็นว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สามารถทำพินัยกรรมจึงได้ทำพินัยกรรมขึ้นโดยมิได้พิจารณาเพียงใบรับรองแพทย์ ที่ระบุว่าผู้ตายมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี และมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังปรากฏในพินัยกรรม ข้อ 4 ที่ระบุว่า ...ขณะทำพินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้า(ผู้ตาย) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี สามารถพูดคุยรู้เรื่อง...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านมีภาระในการพิสูจน์ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น แต่ผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามที่อ้างผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องนำแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาเบิกความตามที่ผู้คัดค้านฎีกา พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องได้เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อพินัยกรรม ข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายได้ยกทรัพย์สินให้แก่นายกณภัทร และข้อ 3 ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่นๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่นนี้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทจึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ณฤทธิ์ บุญปริอาทร-ภาภูมิ สรอัฑฒ์-นิรัตน์ จันทพัฒน์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.630/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ556/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ394/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
621396
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958017"
    }
}
date
2561
deka_no
1518/2561
deka_running_no
1518
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ณฤทธิ์ บุญปริอาทร",
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "นิรัตน์ จันทพัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1608 วรรคท้าย",
            "ม. 1658",
            "ม. 1713"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายสุเทพย์ ปานบุญ"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายสัมฤทธิ์ ศรีเสริมวงศ์"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุเทพย์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายกณภัทร และผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ที่สำนักงานเขตพญาไท ยกทรัพย์มรดกให้นายกณภัทร ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ ไม่ให้มีสิทธิรับมรดก และให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อตนถึงแก่ความตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมีภาระในการตรวจพิสูจน์ความถูกต้องของพินัยกรรม เมื่อผู้ร้องไม่นำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพินัยกรรมดังกล่าวมาเป็นพยานยืนยันความถูกต้องของการจัดทำและได้จัดทำขึ้นตามความประสงค์ของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ผู้คัดค้านมีภาระในการพิสูจน์ จึงไม่ถูกต้อง รับฟังไม่ได้ว่าพินัยกรรม เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองอย่างแท้จริง เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ซึ่งมีนายวรเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตพญาไท ผู้จัดทำพินัยกรรมบันทึกไว้ตอนท้ายหน้า 2 ว่า ข้าพเจ้าได้จดและอ่านข้อความที่ทำเป็นพินัยกรรมขึ้นนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง ผู้ทำพินัยกรรมและพยานได้รับรองข้อความว่าถูกต้องและลงลายมือชื่อในพินัยกรรม นับว่าพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ของมาตรา 1658 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ผู้คัดค้านยอมรับว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมจริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายกณภัทร ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ผู้ร้องหามีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมมาเป็นพยานยืนยันความถูกต้องของพินัยกรรมดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า พินัยกรรมเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดและแบ่งหน้าที่กันทำของผู้ร้องและนายกณภัทร มิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของผู้ตาย เห็นว่า เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องไม่นำแพทย์ที่ออกใบรับรองแพทย์ มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงถึงสภาพร่างกายและความมีสติสัมปชัญญะของผู้ตาย จึงมีข้อพิรุธถึงความไม่ถูกต้องของพินัยกรรมนั้น เห็นว่า การทำพินัยกรรมได้กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นคนกลางมิได้มีส่วนได้เสียใด ๆ โดยผู้ตายได้แจ้งความประสงค์ในการทำพินัยกรรมของตนเพื่อให้เจ้าหน้าที่จดข้อความดังกล่าวต่อหน้าพยาน 2 คน จึงเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำพินัยกรรมได้สอบถามและพูดคุยกับผู้ตายแล้วเห็นว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สามารถทำพินัยกรรมจึงได้ทำพินัยกรรมขึ้นโดยมิได้พิจารณาเพียงใบรับรองแพทย์ ที่ระบุว่าผู้ตายมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี และมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังปรากฏในพินัยกรรม ข้อ 4 ที่ระบุว่า ...ขณะทำพินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้า(ผู้ตาย) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี สามารถพูดคุยรู้เรื่อง...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านมีภาระในการพิสูจน์ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น แต่ผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามที่อ้างผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องนำแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาเบิกความตามที่ผู้คัดค้านฎีกา พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องได้เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อพินัยกรรม ข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายได้ยกทรัพย์สินให้แก่นายกณภัทร และข้อ 3 ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่นๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่นนี้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทจึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ556/2555
primary_red_case_no
พ394/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000169.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.630/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561