คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2561 ฉบับเต็ม

#621456
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2561 นายหวล ศรีคำ โจทก์ นายบุญชิด เอกพงษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 (เดิม) พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7), มาตรา 36 ทวิ ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดครอบครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา 400 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายหอม กับนางหลาบ จำเลยที่ 1 เป็นสามีของนางสาววรรณวิสาหรือศัก นางสาววรรณวิสาเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 กับที่ 4 เลิกร้างกัน จำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 3 ที่ดินพิพาทอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และอยู่ภายในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ผู้ใด เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสี่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ก็ย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์) ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ - นายประจวบ ทองแสวง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2981/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ45/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ640/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
621456
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกันทรลักษ์",
        "judge": "นายประจวบ ทองแสวง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957787"
    }
}
date
2561
deka_no
2328/2561
deka_running_no
2328
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247 (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 19 (7)",
            "ม. 36 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายหวล ศรีคำ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญชิด เอกพงษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา 400 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายหอม กับนางหลาบ จำเลยที่ 1 เป็นสามีของนางสาววรรณวิสาหรือศัก นางสาววรรณวิสาเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 กับที่ 4 เลิกร้างกัน จำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 3 ที่ดินพิพาทอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และอยู่ภายในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ผู้ใด

เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสี่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ก็ย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ45/2558
primary_red_case_no
พ640/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000167.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2981/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561