คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2514/2561 ฉบับเต็ม

#622063
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2514/2561 นายแดนชัย เพียรงูเหลือม โจทก์ นางธิดา นิลโคกสูง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง, มาตรา วรรคสอง ดอกเบี้ยที่โจทก์ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน เป็นเงิน 2,100 บาท หรือเท่ากับ 25,200 บาท ต่อปี เมื่อนำไปรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือน จึงเป็นการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้และแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้น ไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝาก เป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ย่อมได้รับคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในราคา 95,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 71243 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ไว้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นประกันเงินกู้ ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้มโดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ไม่ต้องทำสัญญากู้ แต่ต้องทำสัญญาขายฝากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือน และโจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,100 บาท เป็นเวลา 19 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนจะไปทำสัญญาขายฝากโจทก์มาขอกู้ยืมเงินเพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้ม 70,000 บาท เพราะนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงให้ยืมและให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโดยกำหนดราคาสินไถ่ 95,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนรายละเอียดด้วยดินสอว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือนเห็นว่า เมื่อคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 70,000 บาท ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นดอกเบี้ยเดือนละ 2,100 บาท สัญญาขายฝากที่ดินกำหนดไถ่ถอน 1 ปี รวมดอกเบี้ย 12 เดือน เป็นเงิน 25,200 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 3 จากต้นเงิน 70,000 บาท จริง การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือนจึงเป็นลักษณะของการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้นมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น เช่นเดียวกับที่โจทก์เคยกู้ยืมเงินนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกัน สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝากเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ไมตรี สุเทพากุล-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-กิจชัย จิตธารารักษ์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธนโชติ แย้มยิ่งยง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอิศเรศ ชัยรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1638/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1681/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ558/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
622063
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายธนโชติ แย้มยิ่งยง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายอิศเรศ ชัยรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957777"
    }
}
date
2561
deka_no
2514/2561
deka_running_no
2514
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ไมตรี สุเทพากุล",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "กิจชัย จิตธารารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 155 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายแดนชัย เพียรงูเหลือม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางธิดา นิลโคกสูง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในราคา 95,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 71243 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ไว้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นประกันเงินกู้ ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้มโดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ไม่ต้องทำสัญญากู้ แต่ต้องทำสัญญาขายฝากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือน และโจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,100 บาท เป็นเวลา 19 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนจะไปทำสัญญาขายฝากโจทก์มาขอกู้ยืมเงินเพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้ม 70,000 บาท เพราะนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงให้ยืมและให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโดยกำหนดราคาสินไถ่ 95,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนรายละเอียดด้วยดินสอว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือนเห็นว่า เมื่อคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 70,000 บาท ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นดอกเบี้ยเดือนละ 2,100 บาท สัญญาขายฝากที่ดินกำหนดไถ่ถอน 1 ปี รวมดอกเบี้ย 12 เดือน เป็นเงิน 25,200 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 3 จากต้นเงิน 70,000 บาท จริง การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือนจึงเป็นลักษณะของการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้นมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น เช่นเดียวกับที่โจทก์เคยกู้ยืมเงินนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกัน สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝากเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1681/2557
primary_red_case_no
พ558/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000167.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1638/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561