คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 841/2561 ฉบับเต็ม

#622092
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 841/2561 นายสุรพงศ์ ชัชวาลวรรณ โจทก์ นางสาววันเพ็ญ ห่านสมพงษ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1373 จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเพราะเป็นผู้รักษาทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12309, 12310, 14943 และ 12609 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนางประภาพรรณ เป็นบุตรของนายเต้งตุ่นหรือเต็งตุ่น ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวกับนางยี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2523 นางยีถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 28 มกราคม 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 53/2535 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี ว่า จำเลยป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งให้โจทก์เป็นผู้อนุบาล จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเข้ารับการรักษาจนหายเกือบเป็นปกติแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ผ่าตัดอาการดีขึ้นแล้ว จึงขอถอนคำร้องขอ ศาลมีคำสั่งอนุญาต ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 64/2558 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12309, 12310, 14943 และ 12609 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยนำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าว โดยมิได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านใด ๆ ต่อศาลในคดีที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ซึ่งแตกต่างจากจำเลยที่นำสืบถึงรายได้ที่นำมาซื้อพันธบัตร และเก็บเป็นเงินฝากได้ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่โจทก์อ้างว่าทรัพย์สินส่วนนี้เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเพราะเป็นผู้รักษาทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่โจทก์และนางประภาพรรณเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เจ้าของที่ดินและชาวบ้านใกล้เคียงกู้ยืมเงินจากผู้ตายไปแล้วไม่ชำระหนี้ ผู้ตายจึงรับชำระหนี้เป็นที่ดินแทนหนี้เงินกู้ ขณะนั้นบิดาของโจทก์ไม่สามารถมีชื่อในโฉนดที่ดินได้เพราะเป็นคนต่างด้าวแต่จำเลยบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงให้ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินแทน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้คำเบิกความของโจทก์กับของนางประภาพรรณมีน้ำหนักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตามคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลของจำเลยกลับระบุว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12309, 12310 และ 12609 เป็นทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งขัดแย้งกับทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ทั้งที่โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความและเป็นผู้เรียงคำร้องขอดังกล่าวเอง คำเบิกความของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่นางประภาพรรณเบิกความว่า พยานกับจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 14943 ไว้แทนผู้ตายนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 จำเลยและนางประภาพรรณมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 14943 และ 17031 แต่นางประภาพรรณกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังจากแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 17031 แล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือที่มีชื่อนางประภาพรรณเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นทรัพย์ส่วนตัวของนางประภาพรรณ โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดการจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17031 จึงมิใช่การถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตาย ทั้งที่ที่ดินทั้งสองแปลงจดทะเบียนรับโอนมาในวันเดียวกัน ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ ทำให้คำเบิกความของนางประภาพรรณไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงในคดีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นคงมีคำสั่งแต่เพียงในเรื่องตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น มิได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์มรดกแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ปานนท์ กัจฉปานันท์-สู่บุญ วุฒิวงศ์-ชัยรัตน์ ศิลาลาย) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวินัย เรืองศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.331/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ890/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1458/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
622092
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวินัย เรืองศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958269"
    }
}
date
2561
deka_no
841/2561
deka_running_no
841
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ปานนท์ กัจฉปานันท์",
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์",
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1373"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุรพงศ์ ชัชวาลวรรณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาววันเพ็ญ ห่านสมพงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12309, 12310, 14943 และ 12609 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนางประภาพรรณ เป็นบุตรของนายเต้งตุ่นหรือเต็งตุ่น ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวกับนางยี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2523 นางยีถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 28 มกราคม 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 53/2535 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี ว่า จำเลยป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งให้โจทก์เป็นผู้อนุบาล จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเข้ารับการรักษาจนหายเกือบเป็นปกติแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ผ่าตัดอาการดีขึ้นแล้ว จึงขอถอนคำร้องขอ ศาลมีคำสั่งอนุญาต ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 64/2558 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12309, 12310, 14943 และ 12609 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยนำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าว โดยมิได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านใด ๆ ต่อศาลในคดีที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ซึ่งแตกต่างจากจำเลยที่นำสืบถึงรายได้ที่นำมาซื้อพันธบัตร และเก็บเป็นเงินฝากได้ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่โจทก์อ้างว่าทรัพย์สินส่วนนี้เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเพราะเป็นผู้รักษาทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่โจทก์และนางประภาพรรณเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เจ้าของที่ดินและชาวบ้านใกล้เคียงกู้ยืมเงินจากผู้ตายไปแล้วไม่ชำระหนี้ ผู้ตายจึงรับชำระหนี้เป็นที่ดินแทนหนี้เงินกู้ ขณะนั้นบิดาของโจทก์ไม่สามารถมีชื่อในโฉนดที่ดินได้เพราะเป็นคนต่างด้าวแต่จำเลยบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงให้ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินแทน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้คำเบิกความของโจทก์กับของนางประภาพรรณมีน้ำหนักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตามคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลของจำเลยกลับระบุว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12309, 12310 และ 12609 เป็นทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งขัดแย้งกับทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ทั้งที่โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความและเป็นผู้เรียงคำร้องขอดังกล่าวเอง คำเบิกความของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่นางประภาพรรณเบิกความว่า พยานกับจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 14943 ไว้แทนผู้ตายนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 จำเลยและนางประภาพรรณมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 14943 และ 17031 แต่นางประภาพรรณกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังจากแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 17031 แล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือที่มีชื่อนางประภาพรรณเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นทรัพย์ส่วนตัวของนางประภาพรรณ โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดการจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17031 จึงมิใช่การถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตาย ทั้งที่ที่ดินทั้งสองแปลงจดทะเบียนรับโอนมาในวันเดียวกัน ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ ทำให้คำเบิกความของนางประภาพรรณไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงในคดีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นคงมีคำสั่งแต่เพียงในเรื่องตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น มิได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์มรดกแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ890/2558
primary_red_case_no
พ1458/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000171.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.331/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561