ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2561
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์
นายมนตรีหรือบึ่ง พรประเสริฐ กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 355 (1) (7) วรรคสอง, มาตรา 357 วรรคแรก, มาตรา 336 ทวิ
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง" แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพโดยรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามบันทึกการจับ เอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามมาตรา 336 ทวิ ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องทั้งกรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และวรรคห้า ปัญหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วง ที่ยังไม่ได้คืน หรือชดใช้ราคา 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3635/2558 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3741/2558 ของศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันรับของโจร ปฏิเสธในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก, 83 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3635/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันคืนรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วงที่ยังไม่ได้คืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 5
โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วงที่ยังไม่ได้คืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุก ลักษณะลากจูง หมายเลขทะเบียน 61 - 6808 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทฮิตาชิ แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทซี. ดี. เอส. ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เช่าซื้อ และรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 73 - 2202 กรุงเทพมหานคร ของผู้เสียหายที่ 2 ไปจอดที่หน้าร้านโลตัส โดยติดเครื่องยนต์ไว้ แล้วลงไปซื้อกาแฟและรถดังกล่าวถูกลักไป
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับผู้อื่นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายสมนึก ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถของบริษัทซี. ดี. เอส. ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุก ลักษณะลากจูง หมายเลขทะเบียน 61 - 6808 กรุงเทพมหานคร และรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 73 - 2202 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสาย 331 เมื่อไปถึงบริเวณหน้าร้านโลตัส ปิ่นทอง 2 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถบริเวณหน้าร้านและลงไปซื้อกาแฟโดยติดเครื่องยนต์ไว้แล้วรถถูกลักไป ผู้เสียหายที่ 3 จึงไปแจ้งความต่อพันตำรวจโท สมชาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองขาม พันตำรวจโท สมชายกระจายข่าวทางศูนย์วิทยุให้ติดตามรถดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีผู้พบเห็นรถบรรทุก ลักษณะลากจูงดังกล่าวแล่นเข้าออกบริเวณไร่ของนายมานะ บิดาของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปสังเกตการณ์ที่ไร่ดังกล่าว จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และให้การว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และนายนริศหรือเบิ้ม ลักรถบรรทุก ลักษณะลากจูงและรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วงดังกล่าว แล้วร่วมกันแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกเพื่อนำไปขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเอง ต่อมาในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ดาบตำรวจ ไพฑูรย์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพ พิเคราะห์แล้ว โจทก์นำสืบโดยมีพันตำรวจโท สมชาย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นั่งรถกระบะมากับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับ เมื่อจำเลยที่ 3 ขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกคันเกิดเหตุจอดติดเครื่องยนต์ไว้และคนขับรถลงไปจากรถ จำเลยที่ 3 จึงขับรถของตนถอยหลังกลับไปจอดเทียบกับรถบรรทุก แล้วจำเลยที่ 1 ลงไปขับรถบรรทุกที่จอดอยู่ย้อนกลับไปที่ตำบลบ่อวิน นำไปซ่อนไว้ในไร่ซึ่งเป็นที่พักของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ช่วยกันชำแหละรถพ่วงแล้วนำไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่า ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะจัดทำบันทึกการจับโดยไม่เป็นความจริง ทั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเอง ชั้นสอบสวนเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งห้าว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจร จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ทำงานอยู่ที่บริษัทนิต้าเทค จำกัด เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจมาจับจำเลยที่ 3 แล้วเอาเสื้อมาคลุมศีรษะพาขึ้นรถกระบะไปที่ป้อมของสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน ขณะอยู่บนรถถูกเจ้าพนักงานตำรวจชกที่ท้อง เมื่อไปถึงพบว่ามีคนถูกจับมาก่อนแล้ว 4 คน เจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายจนจำเลยที่ 3 ทนไม่ไหวจึงรับสารภาพ แล้วพาจำเลยที่ 3 ไปแถลงข่าวที่สถานีตำรวจภูธรสุรศักดิ์ ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันลักทรัพย์ ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ โดยมีรายละเอียดสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็นำสืบรับว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 ที่สถานที่เกิดเหตุจริง แต่บ่ายเบี่ยงไปว่าไม่ได้ร่วมลักทรัพย์ด้วย แม้การจับกุมจำเลยที่ 3 จะเกิดจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ให้การในฐานะผู้ต้องหาและก็ให้การรับสารภาพ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยที่ 3 รับผิดเพียงผู้เดียว จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง เชื่อได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานจำเลยที่ 3 ที่นำสืบว่า ให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านนั้นเป็นคำเบิกความเพียงลอย ๆ ที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
แต่การที่โจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 334 มาตรา 335 มาตรา 335 ทวิ หรือมาตรา 336 โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง" ดังนี้ บทบัญญัติว่าการกระทำผิดเช่นนั้นเป็นความผิด โจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ด้วย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ โดยรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดก็ตาม แต่เมื่อคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ระบุมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามมาตรา 336 ทวิ ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งกรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และวรรคห้า ปัญหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 และมาตรา 16 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และมาตรา 357 วรรคแรก ให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งห้า
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
(อารยา วิชิตชลชัย-ประยูร ณ ระนอง-กึกก้อง สมเกียรติเจริญ)
ศาลจังหวัดชลบุรี - นางสาวภรณี รักชาติ จิตรวิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1214/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1578/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ4220/2558
หมายเหตุ