คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2138/2561 ฉบับเต็ม

#622121
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2138/2561 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัท บี. ซี. เอส แมชชีน พรีซิชั่น แอนด์ คอนซัลท์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 233, มาตรา 235 ป.วิ.พ. มาตรา 88 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17, มาตรา 20 ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 มาตรา ข้อ 15, 16 ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสอง ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เมื่อจำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานแล้วเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 โดยระบุหนังสือรับรองการหักเงินรายได้เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นพยานเอกสาร และยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การยื่นบัญชีระบุพยานจึงชอบแล้ว ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร ข้อ 16 ให้คู่ความยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน...พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน โดยคู่ความไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น และวรรคสองกำหนดว่า คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นเอกสารต่อศาลตามความในวรรคหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัยหรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ แม้จำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว แต่จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นต้นฉบับเอกสารที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน และจำเลยที่ 6 มิได้แสดงถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย ทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลภาษีอากรกลางให้นำสืบเอกสารดังกล่าวได้ จำเลยที่ 6 จึงไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานนั้นเข้าสืบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างตามฟ้อง เป็นจำนวน 315,722.67 บาท และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรค้างชำระตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร ที่ บช35-05110010-25480329-005-00367 จำนวน 6,354.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบ เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 315,722.67 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และยอมชำระหนี้ภาษีอากรตามฟ้อง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง รวมทั้งให้ยกคำขอเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความของโจทก์ต่อจำเลยที่ 6 ด้วย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 และพิพากษาให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งไม่ครบถ้วน จำนวน 15,000 บาท และ 52,500 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเจ็ด ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ชำระค่าหุ้นแล้วตามทุนจดทะเบียนร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน โดยจำเลยที่ 2 ชำระแล้ว 200,000 บาท ค้างชำระค่าหุ้น 600,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชำระแล้วคนละ 5,000 บาท ค้างชำระค่าหุ้นคนละ 15,000 บาท และจำเลยที่ 7 ชำระแล้ว 17,500 บาท ค้างชำระค่าหุ้น 52,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 นั้น ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ค้างชำระค่าหุ้น 52,500 บาท จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 315,722.67 บาท โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระค่าหุ้นตามจำนวนมูลค่าหุ้นให้ครบแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างจึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ว่า หนังสือรับรองการหักเงินเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 6 ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานลงวันที่ 14 สิงหาคม 2558 อันดับที่ 3 และจำเลยที่ 6 นำสืบเป็นพยานนั้นรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางโดยอนุมัติประธานศาลฎีกามีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐาน ใช้บังคับในศาลภาษีอากรได้" ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสอง ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานแล้วเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 โดยระบุหนังสือรับรองการหักเงินรายได้เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นพยานเอกสาร และจำเลยที่ 6 ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสองแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าการยื่นต้นฉบับพยานเอกสารดังกล่าวชอบหรือไม่นั้น ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรข้อ 16 ให้คู่ความยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน...พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน โดยคู่ความไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น และวรรคสองกำหนดว่า คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นเอกสารต่อศาลตามความในวรรคหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัย หรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น แต่จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นต้นฉบับเอกสารที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยที่ 6 จึงไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานนั้นเข้าสืบภายหลัง จำเลยที่ 6 มิได้แสดงถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย ทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลภาษีอากรกลางให้นำสืบเอกสารดังกล่าวได้ โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ประการต่อไปว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 นั้น ทำให้จำเลยที่ 6 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้าง และเรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบแก่จำเลยที่ 1 เพื่อโจทก์นำมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างดังกล่าว มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 6 จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อจำเลยที่ 6 ส่งใช้ค่าหุ้นจำนวน 52,500 บาท ตามฟ้องครบถ้วนแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้น หาเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 6 ระงับไปแต่อย่างใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ -สุนทร ทรงฤกษ์-อธิป จิตต์สำเริง) ศาลภาษีอากรกลาง - นายกมล สุปรียสุนทร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.21/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ภ58/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ภ191/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
622121
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายกมล สุปรียสุนทร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957894"
    }
}
date
2561
deka_no
2138/2561
deka_running_no
2138
deka_year
2561
department
ภาษีอากร
judges
[
    "สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "อธิป จิตต์สำเริง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 233",
            "ม. 235"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 88"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 20"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัท บี. ซี. เอส แมชชีน พรีซิชั่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "แอนด์ คอนซัลท์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างตามฟ้อง เป็นจำนวน 315,722.67 บาท และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรค้างชำระตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร ที่ บช35-05110010-25480329-005-00367 จำนวน 6,354.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบ เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 315,722.67 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และยอมชำระหนี้ภาษีอากรตามฟ้อง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง รวมทั้งให้ยกคำขอเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความของโจทก์ต่อจำเลยที่ 6 ด้วย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 และพิพากษาให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งไม่ครบถ้วน จำนวน 15,000 บาท และ 52,500 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเจ็ด ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ชำระค่าหุ้นแล้วตามทุนจดทะเบียนร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน โดยจำเลยที่ 2 ชำระแล้ว 200,000 บาท ค้างชำระค่าหุ้น 600,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชำระแล้วคนละ 5,000 บาท ค้างชำระค่าหุ้นคนละ 15,000 บาท และจำเลยที่ 7 ชำระแล้ว 17,500 บาท ค้างชำระค่าหุ้น 52,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 นั้น ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ค้างชำระค่าหุ้น 52,500 บาท จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 315,722.67 บาท โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระค่าหุ้นตามจำนวนมูลค่าหุ้นให้ครบแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างจึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ว่า หนังสือรับรองการหักเงินเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 6 ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานลงวันที่ 14 สิงหาคม 2558 อันดับที่ 3 และจำเลยที่ 6 นำสืบเป็นพยานนั้นรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางโดยอนุมัติประธานศาลฎีกามีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐาน ใช้บังคับในศาลภาษีอากรได้" ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสอง ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานแล้วเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 โดยระบุหนังสือรับรองการหักเงินรายได้เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นพยานเอกสาร และจำเลยที่ 6 ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสองแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าการยื่นต้นฉบับพยานเอกสารดังกล่าวชอบหรือไม่นั้น ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรข้อ 16 ให้คู่ความยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน...พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน โดยคู่ความไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น และวรรคสองกำหนดว่า คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นเอกสารต่อศาลตามความในวรรคหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัย หรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น แต่จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นต้นฉบับเอกสารที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยที่ 6 จึงไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานนั้นเข้าสืบภายหลัง จำเลยที่ 6 มิได้แสดงถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย ทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลภาษีอากรกลางให้นำสืบเอกสารดังกล่าวได้ โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ประการต่อไปว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 นั้น ทำให้จำเลยที่ 6 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้าง และเรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบแก่จำเลยที่ 1 เพื่อโจทก์นำมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างดังกล่าว มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 6 จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อจำเลยที่ 6 ส่งใช้ค่าหุ้นจำนวน 52,500 บาท ตามฟ้องครบถ้วนแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้น หาเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 6 ระงับไปแต่อย่างใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ภ58/2558
primary_red_case_no
ภ191/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000168.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.21/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561