คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8318/2560 ฉบับเต็ม

#622123
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8318/2560 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นาย ว. กับพวก ผู้ร้อง นาย น. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 288, มาตรา 295 (เดิม) ป.วิ.อ. มาตรา 46, มาตรา 193 ทวิ, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตาม ป.อ. มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 4 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามฟ้อง เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในฐานนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 ลงโทษจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 8 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 อ. ก. ว. เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยคนนั้น คนนี้ โดยบรรยายการกระทำของจำเลยแต่ละคน ซึ่งเหตุการณ์กลุ่มนักเรียนวิ่งไล่รุมทำร้ายกันย่อมมีคนร้ายจำนวนมาก วิ่งไล่กันไปมา ประจักษ์พยานแต่ละคนอาจเห็นเหตุการณ์โดยเบิกความเท่าที่ตนเห็นไม่มีพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย และผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยที่ 5 ถืออาวุธมีดวิ่งมาพร้อมจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยบางคนแทงผู้ตายและผู้เสียหาย หากจำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยอื่น ก็ไม่น่าจะวิ่งตามไป แม้จะมิได้ใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้ใดก็ตาม แต่ย่อมเล็งเห็นได้ว่า พวกอาจทำร้ายผู้อื่นได้ และหลบหนีไปด้วยกัน จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับพวกในการฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 6 ถอนฎีกา จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แม้ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ร่วมรับผิดนั้นไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 295, 371 กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น และให้ริบของกลาง จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 150,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การในคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 7 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ปรับคนละ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยคนใดไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยคนนั้นไปควบคุมที่ศูนย์ฝึกและอบรมข้างต้น มีกำหนด 10 วัน ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถ้าขณะคดีถึงที่สุดจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แล้ว จำเลยยังไม่ได้ถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรม ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมหรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรมแล้วแต่ไม่ครบกำหนดขั้นสูง ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น สำหรับข้อหาที่ไม่ลงโทษจำเลยคนใดให้ยก ริบอาวุธมีด 2 เล่ม และปลายอาวุธมีดของกลาง กับให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 70,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดให้จ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับจำเลยอื่นให้ยก โจทก์ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 295, 371, 391 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุกคนละ 6 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 15 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 คนละ 13 ปี 6 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 50 บาท เฉพาะจำเลยที่ 3 จำคุก 13 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 50 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 4 ปี ขั้นสูงคนละ 5 ปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 สำหรับจำเลยที่ 8 ไม่ได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีฎีกาของจำเลยที่ 8 ยกคำร้อง คดีจึงเหลือการพิจารณาเพียงเฉพาะจำเลยที่ 5 ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ป. กับนักเรียนเทคโนโลยี ด. มักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ขณะเกิดเหตุ ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นาย อ. นางสาว ก. และนาย ว. เป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ป. ส่วนจำเลยทั้งแปดเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ด. ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธมีดฟัน แทง และใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายทั้งสี่ โดยคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันและแทงผู้ตายบริเวณหลัง มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกขวา ข้อมือขวา และแผ่นหลังยาว 1 ถึง 7 เซนติเมตร ปอดทั้งสองข้างฉีกขาดจากบาดแผลถูกแทงบริเวณแผ่นหลัง ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลถูกของมีคมขนาดแผลยาว 4 เซนติเมตร บริเวณต้นแขนซ้ายลึกเข้าใต้ชั้นผิวหนัง บาดแผลยาว 5 เซนติเมตร บริเวณหลังด้านขวา ลึกเข้าช่องอกและถูกปอดขวากลีบล่าง เลือดออกในช่องอกขวา แพทย์เจาะช่องอกเพื่อใส่ท่อระบายเลือดใช้เวลารักษานานประมาณหกสัปดาห์ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ใบหูขวา ยาว 2 เซนติเมตร ลึก 0.2 เซนติเมตร ใบหูไม่ขาด แผลฉีกขาดที่กกหูข้างขวา ยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร รอยขีดยาวที่ข้างใบหูขวา ยาว 5 เซนติเมตร กว้าง 0.2 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า บาดแผลเกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งมีคมใช้เวลารักษาแผลประมาณ 6 ถึง 8 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ต้นแขนขวายาว 3.5 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร รอยแดงต้นแขนขวา ยาว 13 เซนติเมตร รอยปริที่สะบักหลังด้านขวา ยาว 3 เซนติเมตร ลึก 0.1 เซนติเมตร และใกล้กันมีรอยแดง ยาว 4 เซนติเมตร แผลฉีกขาดสะบักหลังซ้าย ยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าแผลฉีกขาดเกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งไม่มีคม ส่วนแผลอื่น ๆ เกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งไม่มีคม ใช้เวลารักษาแผลประมาณ 7 ถึง 9 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน สำหรับความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 4 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ฐานนี้ตามฟ้อง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในฐานนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 และลงโทษจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 8 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นาย อ. นางสาว ก. และนาย ว. พยานโจทก์เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยคนนั้นบ้าง จำเลยคนนี้บ้าง โดยบรรยายการกระทำของจำเลยแต่ละคน สำหรับจำเลยที่ 5 มีผู้เสียหายที่ 3 เห็นถืออาวุธมีดวิ่งมาพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ใช้อาวุธมีดฟันทำร้าย เห็นว่า เหตุการณ์กลุ่มนักเรียนวิ่งไล่รุมทำร้ายกันย่อมมีคนร้ายจำนวนมากและวิ่งไล่กันไปมา ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนอาจเห็นเหตุการณ์ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง เห็นคนร้ายคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง แต่ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนเบิกความเท่าที่ตนเห็น กระนั้นพยานโจทก์หลายปากก็ยืนยันจำเลยบางคนตรงกัน ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับเหตุการณ์เช่นนั้น ไม่ได้มีพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย ร้อยตำรวจเอกพงศ์ปวุฒิ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมก็ยืนยันว่าเห็นนักเรียนกลุ่มที่หลบหนีขึ้นรถแท็กซี่จึงติดตามไปไม่คลาดสายตา แล้วเรียกให้รถแท็กซี่หยุดตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ทันที โดยผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย ทั้งผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 5 ถืออาวุธมีดร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยโดยเป็นนักเรียนเทคโนโลยี ด. เหมือนกลุ่มจำเลยอื่นและวิ่งตามพวกไปเพื่อจะเข้าทำร้ายกลุ่มของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนเทคโนโลยี ป. โดยมีจำเลยบางคนแทงผู้ตายและผู้เสียหายด้วยและจำเลยที่ 5 ได้พกพาอาวุธในลักษณะเตรียมพร้อมตลอดเวลา ทั้งอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกันและกันได้ หากจำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยคนอื่นแล้ว ก็น่าที่จะไม่วิ่งตามไป แต่หาได้กระทำไม่ ถึงแม้ว่าในที่สุดจำเลยที่ 5 จะมิได้ใช้อาวุธมีดฟันผู้ใดก็ตาม แต่ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าพวกอาจมีการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้และจำเลยที่ 5 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยคนอื่นบนรถแท็กซี่เนื่องจากหลบหนีไปด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกันกับพวกในการกระทำผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คือชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต แม้จะใกล้กันมากก็ตามมิได้พกอาวุธ แต่ทราบจากพนักงานขายของในโรงหนังเมเจอร์รังสิตว่ามีนักเรียนตีกันนั้น ก็ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 5 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ไม่ได้ไปที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตหรือโรงหนังเมเจอร์รังสิตเลย ซึ่งเป็นการอ้างฐานที่อยู่ และหากไม่ได้เข้าเป็นตัวการร่วมด้วยก็คงไม่ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยอื่นที่ร่วมกระทำผิด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหนักแน่นมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษและเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โดยเห็นสมควรเปลี่ยนกำหนดระยะเวลาในการส่งตัวไปจำคุกต่อตามมาตรา 142 วรรคท้ายใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ถอนฎีกาจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามลำดับ ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายและแก่ผู้ร้องที่ 1 จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ร่วมรับผิดนั้นไม่ชอบ จึงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 5 อายุครบยี่สิบสี่ปีแล้วแต่ยังได้รับการฝึกอบรมไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำ ให้ส่งตัวไปจำคุกต่อจนกว่าจะครบกำหนดฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลือ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 ด้วย ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 และที่ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (จิรนิติ หะวานนท์-พิศล พิรุณ-พิศิฏฐ์ สุดลาภา) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี - นางเปี่ยมพร้อม สุขภิมนตรี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสุรางคนา กมลละคร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.13/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ600/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ504/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
622123
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี",
        "judge": "นางเปี่ยมพร้อม สุขภิมนตรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางสุรางคนา กมลละคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081958909"
    }
}
date
2560
deka_no
8318/2560
deka_running_no
8318
deka_year
2560
department
แผนก
judges
[
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "พิศล พิรุณ",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 288",
            "ม. 295 (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46",
            "ม. 193 ทวิ",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และครอบครัวจังหวัดปทุมธานี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ว. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย น. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 295, 371 กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น และให้ริบของกลาง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 150,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การในคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 7 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ปรับคนละ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยคนใดไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยคนนั้นไปควบคุมที่ศูนย์ฝึกและอบรมข้างต้น มีกำหนด 10 วัน ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถ้าขณะคดีถึงที่สุดจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แล้ว จำเลยยังไม่ได้ถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรม ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมหรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรมแล้วแต่ไม่ครบกำหนดขั้นสูง ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น สำหรับข้อหาที่ไม่ลงโทษจำเลยคนใดให้ยก ริบอาวุธมีด 2 เล่ม และปลายอาวุธมีดของกลาง กับให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 70,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดให้จ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับจำเลยอื่นให้ยก

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 295, 371, 391 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุกคนละ 6 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 15 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 คนละ 13 ปี 6 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 50 บาท เฉพาะจำเลยที่ 3 จำคุก 13 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 50 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 4 ปี ขั้นสูงคนละ 5 ปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 สำหรับจำเลยที่ 8 ไม่ได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีฎีกาของจำเลยที่ 8 ยกคำร้อง คดีจึงเหลือการพิจารณาเพียงเฉพาะจำเลยที่ 5

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ป. กับนักเรียนเทคโนโลยี ด. มักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ขณะเกิดเหตุ ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นาย อ. นางสาว ก. และนาย ว. เป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ป. ส่วนจำเลยทั้งแปดเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ด. ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธมีดฟัน แทง และใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายทั้งสี่ โดยคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันและแทงผู้ตายบริเวณหลัง มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกขวา ข้อมือขวา และแผ่นหลังยาว 1 ถึง 7 เซนติเมตร ปอดทั้งสองข้างฉีกขาดจากบาดแผลถูกแทงบริเวณแผ่นหลัง ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลถูกของมีคมขนาดแผลยาว 4 เซนติเมตร บริเวณต้นแขนซ้ายลึกเข้าใต้ชั้นผิวหนัง บาดแผลยาว 5 เซนติเมตร บริเวณหลังด้านขวา ลึกเข้าช่องอกและถูกปอดขวากลีบล่าง เลือดออกในช่องอกขวา แพทย์เจาะช่องอกเพื่อใส่ท่อระบายเลือดใช้เวลารักษานานประมาณหกสัปดาห์ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ใบหูขวา ยาว 2 เซนติเมตร ลึก 0.2 เซนติเมตร ใบหูไม่ขาด แผลฉีกขาดที่กกหูข้างขวา ยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร รอยขีดยาวที่ข้างใบหูขวา ยาว 5 เซนติเมตร กว้าง 0.2 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า บาดแผลเกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งมีคมใช้เวลารักษาแผลประมาณ 6 ถึง 8 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ต้นแขนขวายาว 3.5 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร รอยแดงต้นแขนขวา ยาว 13 เซนติเมตร รอยปริที่สะบักหลังด้านขวา ยาว 3 เซนติเมตร ลึก 0.1 เซนติเมตร และใกล้กันมีรอยแดง ยาว 4 เซนติเมตร แผลฉีกขาดสะบักหลังซ้าย ยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าแผลฉีกขาดเกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งไม่มีคม ส่วนแผลอื่น ๆ เกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งไม่มีคม ใช้เวลารักษาแผลประมาณ 7 ถึง 9 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน

สำหรับความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 4 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ฐานนี้ตามฟ้อง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในฐานนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 และลงโทษจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 8 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นาย อ. นางสาว ก. และนาย ว. พยานโจทก์เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยคนนั้นบ้าง จำเลยคนนี้บ้าง โดยบรรยายการกระทำของจำเลยแต่ละคน สำหรับจำเลยที่ 5 มีผู้เสียหายที่ 3 เห็นถืออาวุธมีดวิ่งมาพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ใช้อาวุธมีดฟันทำร้าย เห็นว่า เหตุการณ์กลุ่มนักเรียนวิ่งไล่รุมทำร้ายกันย่อมมีคนร้ายจำนวนมากและวิ่งไล่กันไปมา ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนอาจเห็นเหตุการณ์ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง เห็นคนร้ายคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง แต่ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนเบิกความเท่าที่ตนเห็น กระนั้นพยานโจทก์หลายปากก็ยืนยันจำเลยบางคนตรงกัน ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับเหตุการณ์เช่นนั้น ไม่ได้มีพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย ร้อยตำรวจเอกพงศ์ปวุฒิ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมก็ยืนยันว่าเห็นนักเรียนกลุ่มที่หลบหนีขึ้นรถแท็กซี่จึงติดตามไปไม่คลาดสายตา แล้วเรียกให้รถแท็กซี่หยุดตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ทันที โดยผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย ทั้งผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 5 ถืออาวุธมีดร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยโดยเป็นนักเรียนเทคโนโลยี ด. เหมือนกลุ่มจำเลยอื่นและวิ่งตามพวกไปเพื่อจะเข้าทำร้ายกลุ่มของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนเทคโนโลยี ป. โดยมีจำเลยบางคนแทงผู้ตายและผู้เสียหายด้วยและจำเลยที่ 5 ได้พกพาอาวุธในลักษณะเตรียมพร้อมตลอดเวลา ทั้งอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกันและกันได้ หากจำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยคนอื่นแล้ว ก็น่าที่จะไม่วิ่งตามไป แต่หาได้กระทำไม่ ถึงแม้ว่าในที่สุดจำเลยที่ 5 จะมิได้ใช้อาวุธมีดฟันผู้ใดก็ตาม แต่ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าพวกอาจมีการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้และจำเลยที่ 5 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยคนอื่นบนรถแท็กซี่เนื่องจากหลบหนีไปด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกันกับพวกในการกระทำผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คือชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต แม้จะใกล้กันมากก็ตามมิได้พกอาวุธ แต่ทราบจากพนักงานขายของในโรงหนังเมเจอร์รังสิตว่ามีนักเรียนตีกันนั้น ก็ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 5 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ไม่ได้ไปที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตหรือโรงหนังเมเจอร์รังสิตเลย ซึ่งเป็นการอ้างฐานที่อยู่ และหากไม่ได้เข้าเป็นตัวการร่วมด้วยก็คงไม่ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยอื่นที่ร่วมกระทำผิด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหนักแน่นมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษและเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โดยเห็นสมควรเปลี่ยนกำหนดระยะเวลาในการส่งตัวไปจำคุกต่อตามมาตรา 142 วรรคท้ายใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ถอนฎีกาจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามลำดับ ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายและแก่ผู้ร้องที่ 1 จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ร่วมรับผิดนั้นไม่ชอบ จึงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 5 อายุครบยี่สิบสี่ปีแล้วแต่ยังได้รับการฝึกอบรมไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำ ให้ส่งตัวไปจำคุกต่อจนกว่าจะครบกำหนดฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลือ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 ด้วย ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 และที่ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ600/2553
primary_red_case_no
อ504/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000176.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.13/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2560