คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2561 ฉบับเต็ม

#623429
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2561 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก ผู้ร้อง บริษัท อลิอันซ์ ซี. พี. ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 20, มาตรา 40 (1), มาตรา 40 (จ), มาตรา 40 (2), มาตรา 40 (ข) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส. ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของ ฟ. ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดย ส.เป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมา ส. ได้มาเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย การที่ ส. ไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่ ส. เป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่า ส. น่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่ ส. ไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระ หรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40 (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2561) ___________________________ ผู้ร้องทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทคดีหมายเลขแดงที่ 251/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 และ มาตรา 40 (1) (ง) (จ) และ (2) (ข) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่จำนวน 84,420,852.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 80,061,347.68 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ตามสัดส่วนที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านขอถอนคำคัดค้านข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.1.13 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งสิบสี่ทำสัญญาประกันภัยประเภทความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับผู้คัดค้าน 5 ฉบับ มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ได้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งสิบสี่ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและธุรกิจหยุดชะงัก ผู้ร้องทั้งสิบสี่เรียกให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วผู้คัดค้านปฏิเสธ ผู้ร้องทั้งสิบสี่จึงเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสิบสี่แต่งตั้งนายณัฐจักร เป็นอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านแต่งตั้งนายสวิน เป็นอนุญาโตตุลาการ นายณัฐจักรกับนายสวินเสนอนายสิทธิโชค เป็นอนุญาโตตุลาการคนที่ 3 และตกลงให้นายสิทธิโชคเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสิบสี่ โดยนายณัฐจักรอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยทำความเห็นแย้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ประการแรกว่า องค์ประกอบและกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ว่า ก่อนที่นายสิทธิโชคจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ นายสิทธิโชคได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ผบ.426/2554 หมายเลขแดงที่ ผบ.544/2555 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ระหว่างบริษัททรู ฟิตเนส จำกัด โจทก์ บริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งโจทก์ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย นายสิทธิโชคในฐานะทนายความจำเลยทำคำให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการก่อการร้าย หรือการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ชั้นพิจารณานายสิทธิโชคก็นำสืบพยานหลักฐานตามข้อต่อสู้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี นายสิทธิโชคยื่นอุทธรณ์โดยอ้างข้อต่อสู้เดิม นายสิทธิโชคจึงไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการเป็นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ และไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ทราบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ..." และวรรคสองบัญญัติว่า "บุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตน และนับแต่เวลาที่ได้รับการตั้งและตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ บุคคลดังกล่าวจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นต่อคู่พิพาทโดยไม่ชักช้าเว้นแต่จะได้แจ้งให้คู่พิพาทรู้ล่วงหน้าแล้ว" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งว่า ต้องเปิดเผยถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระนับแต่เวลาที่ได้รับเป็นอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย โดยมิได้กำหนดให้คู่พิพาทต้องร้องขอให้เปิดเผย หน้าที่นี้เป็นหลักการขั้นพื้นฐานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่ต้องการความโปร่งใสและบรรยากาศที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มิใช่เรื่องที่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ต้องคัดค้านตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อ 21 วรรคสาม ของระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2551 เพราะจะมีการคัดค้านได้ต้องมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงของความเป็นกลางและเป็นอิสระแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสิทธิโชค ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดยนายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมานายสิทธิโชคได้มาเป็นประธานอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วยการที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่นายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่านายสิทธิโชคน่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระหรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ฟังขึ้น ปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (จิรนิติ หะวานนท์-ภัทรศักดิ์ วรรณแสง-อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล) ศาลแพ่ง - นายสกุณ สวนปาน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2054/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ913/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ294/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
623429
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสกุณ สวนปาน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957532"
    }
}
date
2561
deka_no
3542/2561
deka_running_no
3542
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "ภัทรศักดิ์ วรรณแสง",
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 20",
            "ม. 40 (1)",
            "ม. 40 (จ)",
            "ม. 40 (2)",
            "ม. 40 (ข)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัท อลิอันซ์ ซี. พี. ประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
ผู้ร้องทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทคดีหมายเลขแดงที่ 251/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 และ มาตรา 40 (1) (ง) (จ) และ (2) (ข) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่จำนวน 84,420,852.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 80,061,347.68 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ตามสัดส่วนที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านขอถอนคำคัดค้านข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.1.13

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งสิบสี่ทำสัญญาประกันภัยประเภทความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับผู้คัดค้าน 5 ฉบับ มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ได้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งสิบสี่ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและธุรกิจหยุดชะงัก ผู้ร้องทั้งสิบสี่เรียกให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วผู้คัดค้านปฏิเสธ ผู้ร้องทั้งสิบสี่จึงเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสิบสี่แต่งตั้งนายณัฐจักร เป็นอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านแต่งตั้งนายสวิน เป็นอนุญาโตตุลาการ นายณัฐจักรกับนายสวินเสนอนายสิทธิโชค เป็นอนุญาโตตุลาการคนที่ 3 และตกลงให้นายสิทธิโชคเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสิบสี่ โดยนายณัฐจักรอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยทำความเห็นแย้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ประการแรกว่า องค์ประกอบและกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ว่า ก่อนที่นายสิทธิโชคจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ นายสิทธิโชคได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ผบ.426/2554 หมายเลขแดงที่ ผบ.544/2555 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ระหว่างบริษัททรู ฟิตเนส จำกัด โจทก์ บริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งโจทก์ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย นายสิทธิโชคในฐานะทนายความจำเลยทำคำให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการก่อการร้าย หรือการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ชั้นพิจารณานายสิทธิโชคก็นำสืบพยานหลักฐานตามข้อต่อสู้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี นายสิทธิโชคยื่นอุทธรณ์โดยอ้างข้อต่อสู้เดิม นายสิทธิโชคจึงไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการเป็นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ และไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ทราบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ..." และวรรคสองบัญญัติว่า "บุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตน และนับแต่เวลาที่ได้รับการตั้งและตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ บุคคลดังกล่าวจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นต่อคู่พิพาทโดยไม่ชักช้าเว้นแต่จะได้แจ้งให้คู่พิพาทรู้ล่วงหน้าแล้ว" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งว่า ต้องเปิดเผยถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระนับแต่เวลาที่ได้รับเป็นอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย โดยมิได้กำหนดให้คู่พิพาทต้องร้องขอให้เปิดเผย หน้าที่นี้เป็นหลักการขั้นพื้นฐานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่ต้องการความโปร่งใสและบรรยากาศที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มิใช่เรื่องที่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ต้องคัดค้านตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อ 21 วรรคสาม ของระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2551 เพราะจะมีการคัดค้านได้ต้องมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงของความเป็นกลางและเป็นอิสระแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสิทธิโชค ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดยนายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมานายสิทธิโชคได้มาเป็นประธานอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วยการที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่นายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่านายสิทธิโชคน่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระหรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ฟังขึ้น ปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ913/2558
primary_red_case_no
พ294/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000165.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2054/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561