คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4716/2561 ฉบับเต็ม

#624558
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4716/2561 นางคำเผิน แดงสด โจทก์ นางรัศมี หวังสวัสดิ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินทรัพย์มรดกระหว่าง ต. ผู้จัดการมรดกกับจำเลย โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีก่อน แม้อ้างเหตุเพิกถอนว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ก็ด้วยประสงค์ให้ที่ดินกลับสู่กองมรดก และนำมาแบ่งปันแก่โจทก์รวมทั้งทายาทอื่น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคดีนี้และคดีก่อนจึงเป็นข้ออ้างเดียวกัน คือ การโอนที่ดินระหว่าง ต. กับจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยเพราะขาดอายุความ แต่ก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีด้วยว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดก การที่ ต. โอนที่ดินให้จำเลยมิใช่การปิดบังยักยอกทรัพย์มรดก และไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินแทนโจทก์ ย่อมถือได้ว่าคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องกันแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การโอนที่ดินมรดกของนายถวิลให้จำเลยเป็นโมฆะและให้ที่ดินกลับมาสู่กองมรดกของนายถวิลเพื่อแบ่งแก่ทายาท ยกเว้นจำเลยให้ตัดออกจากการเป็นทายาท หากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนความยินยอมของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ประเภทโอนมรดก ระหว่างนางสาวเตือนใจ (ผู้จัดการมรดกของนายถวิล) ผู้ให้สัญญากับนางรัศมี และนางสาวเตือนใจ ผู้รับสัญญา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลยและนางสาวเตือนใจ เป็นบุตรนายถวิลกับนางอวน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 10 คน นายถวิลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เนื้อที่ 51 ไร่ 16 ตารางวา ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวเตือนใจเป็นผู้จัดการมรดกของนายถวิล ก่อนตายนายถวิลนำที่ดินพิพาทไปประกันหนี้เงินกู้ไว้กับนายกำพล และที่ดินถูกยึดบังคับชำระหนี้ นางสาวเตือนใจและจำเลยร่วมกันไถ่ถอนที่ดินคืนจากนายกำพล วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 นางสาวเตือนใจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของนางสาวเตือนใจกับจำเลย ต่อมาในปี 2555 นางสาวเตือนใจฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว คดีเสร็จสิ้นโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมให้นางสาวเตือนใจได้ที่ดิน 1 ส่วนด้านทิศเหนือ จำเลยได้ที่ดิน 2 ส่วนด้านทิศใต้ แต่ยังไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกที่ดินได้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2557 โจทก์ นายเรือนชัย และนายบรรยง ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจกับจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยขอเรียกทรัพย์มรดกคืน ศาลพิพากษายกฟ้องเฉพาะในส่วนของจำเลยเนื่องจากคดีขาดอายุความ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานีหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจและจำเลยเรียกทรัพย์มรดกคืน อ้างว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาทุจริตร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เป็นของจำเลยและนางสาวเตือนใจโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวกลับเข้าสู่กองมรดก ศาลแขวงอุบลราชธานี วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุตรของนายถวิล เจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อนางสาวเตือนใจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาท และย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกและไม่ถือเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดก และโจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีในส่วนของจำเลยขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงอุบลราชธานี คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลย โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีก่อน แม้จะอ้างเหตุแห่งการเพิกถอนว่าเป็นนิติกรรมอำพรางก็ด้วยมีความประสงค์อย่างเดียวกัน คือให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของนายถวิล และนำมาแบ่งปันแก่โจทก์รวมทั้งทายาทอื่นต่อไป ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้และคดีก่อนจึงเป็นข้ออ้างเดียวกัน คือ การโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ แม้คดีก่อนศาลแขวงอุบลราชธานีได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยเพราะเหตุขาดอายุความ แต่ศาลแขวงอุบลราชธานีก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีด้วยว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดก การที่นางสาวเตือนใจผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยมิใช่การปิดบังยักยอกทรัพย์มรดกและไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ย่อมถือได้ว่าศาลแขวงอุบลราชธานีได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องร้องกันแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี โดยมิได้พิพากษาสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเสียใหม่ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-วิชิต ลีธรรมชโย) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1402/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1817/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1619/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
624558
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957181"
    }
}
date
2561
deka_no
4716/2561
deka_running_no
4716
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "วิชิต ลีธรรมชโย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางคำเผิน แดงสด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรัศมี หวังสวัสดิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การโอนที่ดินมรดกของนายถวิลให้จำเลยเป็นโมฆะและให้ที่ดินกลับมาสู่กองมรดกของนายถวิลเพื่อแบ่งแก่ทายาท ยกเว้นจำเลยให้ตัดออกจากการเป็นทายาท หากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนความยินยอมของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ประเภทโอนมรดก ระหว่างนางสาวเตือนใจ (ผู้จัดการมรดกของนายถวิล) ผู้ให้สัญญากับนางรัศมี และนางสาวเตือนใจ ผู้รับสัญญา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลยและนางสาวเตือนใจ เป็นบุตรนายถวิลกับนางอวน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 10 คน นายถวิลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เนื้อที่ 51 ไร่ 16 ตารางวา ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวเตือนใจเป็นผู้จัดการมรดกของนายถวิล ก่อนตายนายถวิลนำที่ดินพิพาทไปประกันหนี้เงินกู้ไว้กับนายกำพล และที่ดินถูกยึดบังคับชำระหนี้ นางสาวเตือนใจและจำเลยร่วมกันไถ่ถอนที่ดินคืนจากนายกำพล วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 นางสาวเตือนใจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของนางสาวเตือนใจกับจำเลย ต่อมาในปี 2555 นางสาวเตือนใจฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว คดีเสร็จสิ้นโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมให้นางสาวเตือนใจได้ที่ดิน 1 ส่วนด้านทิศเหนือ จำเลยได้ที่ดิน 2 ส่วนด้านทิศใต้ แต่ยังไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกที่ดินได้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2557 โจทก์ นายเรือนชัย และนายบรรยง ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจกับจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยขอเรียกทรัพย์มรดกคืน ศาลพิพากษายกฟ้องเฉพาะในส่วนของจำเลยเนื่องจากคดีขาดอายุความ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานีหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจและจำเลยเรียกทรัพย์มรดกคืน อ้างว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาทุจริตร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เป็นของจำเลยและนางสาวเตือนใจโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวกลับเข้าสู่กองมรดก ศาลแขวงอุบลราชธานี วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุตรของนายถวิล เจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อนางสาวเตือนใจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาท และย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกและไม่ถือเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดก และโจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีในส่วนของจำเลยขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงอุบลราชธานี คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลย โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีก่อน แม้จะอ้างเหตุแห่งการเพิกถอนว่าเป็นนิติกรรมอำพรางก็ด้วยมีความประสงค์อย่างเดียวกัน คือให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของนายถวิล และนำมาแบ่งปันแก่โจทก์รวมทั้งทายาทอื่นต่อไป ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้และคดีก่อนจึงเป็นข้ออ้างเดียวกัน คือ การโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ แม้คดีก่อนศาลแขวงอุบลราชธานีได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยเพราะเหตุขาดอายุความ แต่ศาลแขวงอุบลราชธานีก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีด้วยว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดก การที่นางสาวเตือนใจผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยมิใช่การปิดบังยักยอกทรัพย์มรดกและไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ย่อมถือได้ว่าศาลแขวงอุบลราชธานีได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องร้องกันแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี โดยมิได้พิพากษาสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเสียใหม่ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1817/2558
primary_red_case_no
พ1619/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000162.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1402/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561