คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4521/2561 ฉบับเต็ม

#624562
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4521/2561 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์ โจทก์ นายอภินันท์ แยกยอง จำเลย ป.อ. มาตรา 92 ป.วิ.อ. มาตรา 172, มาตรา 176 พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคหนึ่งและวรรคสาม กำหนดให้ ทหารกองเกินเมื่อมีอายุย่างเข้ายี่สิบเอ็ดปีในพุทธศักราชใด ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหารของตนภายในพุทธศักราชนั้น ผู้ใดไม่สามารถจะไปรับหมายเรียกด้วยตนเองได้ ต้องให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกแทน ถ้าไม่มีผู้แทนให้ถือว่าผู้นั้นหลีกเลี่ยงขัดขืน เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 แม้จำเลยอยู่ในระหว่างต้องรับโทษซึ่งไม่สามารถไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหารได้ก็ตาม จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องมอบหมายให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทนระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงขัดขืน โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1009/2557 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในระหว่างที่จำเลยยังจะต้องรับโทษในคดีดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่ารับสารภาพตามฟ้อง คำให้การที่จำเลยที่รับสารภาพย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้อง ตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องด้วย เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25, 26, 44 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 44 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 300 บาท จำเลยให้การรับสารภาพแต่ไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ตามประกาศของนายอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ แม้จำเลยอยู่ในระหว่างต้องรับโทษซึ่งไม่สามารถไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหารได้ก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องมอบหมายให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ไปแสดงตนรับหมายเรียกหรือมอบให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่ไปแสดงตนเพื่อขอรับหมายเรียกและไม่มีเจตนาไม่มอบหมายให้บุคคลอื่นไปรับหมายเรียกแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกและไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1009/2557 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในระหว่างที่จำเลยยังจะต้องรับโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่ารับสารภาพตามฟ้อง คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้อง ตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกิน 6 เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกและไม่เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคสาม, 44 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน (ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ภาภูมิ สรอัฑฒ์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) ศาลแขวงสุรินทร์ - นายมนูญ จันทร์แก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3243/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ422/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ418/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
624562
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสุรินทร์",
        "judge": "นายมนูญ จันทร์แก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957192"
    }
}
date
2561
deka_no
4521/2561
deka_running_no
4521
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 92"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172",
            "ม. 176"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497",
        "sections": [
            "ม. 25"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอภินันท์ แยกยอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25, 26, 44 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 44 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 300 บาท จำเลยให้การรับสารภาพแต่ไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ตามประกาศของนายอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ แม้จำเลยอยู่ในระหว่างต้องรับโทษซึ่งไม่สามารถไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหารได้ก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องมอบหมายให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ไปแสดงตนรับหมายเรียกหรือมอบให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่ไปแสดงตนเพื่อขอรับหมายเรียกและไม่มีเจตนาไม่มอบหมายให้บุคคลอื่นไปรับหมายเรียกแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกและไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1009/2557 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในระหว่างที่จำเลยยังจะต้องรับโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่ารับสารภาพตามฟ้อง คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้อง ตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกิน 6 เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกและไม่เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคสาม, 44 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ422/2560
primary_red_case_no
อ418/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000162.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3243/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561