คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187 -ที่ 4189/2561 ฉบับเต็ม

#624890
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187 - 4189/2561 นางสาว จ. กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับพวก จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 25 (4) ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ในวันที่ยื่นฟ้อง โจทก์ที่ 2 และที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป็นเงิน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนทั้งห้าว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ทั้งห้าสำนวนว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งห้าฟ้องแต่ละสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 235,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 295,707.32 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยทั้งสองให้การทั้งห้าสำนวนขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 235,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้าในแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สำนวนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการทำละเมิด โดยโจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแขวงซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้บังคับเอาจากจำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แต่ไม่ได้มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในอายุความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลในส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (วิชิต ลีธรรมชโย-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์) ศาลแขวงพัทยา - นายศุภัคชัย เอมอ่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1967-1969/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม236/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม248/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
624890
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพัทยา",
        "judge": "นายศุภัคชัย เอมอ่อน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957304"
    }
}
date
2561
deka_no
4189/2561
deka_running_no
4189
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "วิชิต ลีธรรมชโย",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 25 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว จ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนทั้งห้าว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ทั้งห้าสำนวนว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งห้าฟ้องแต่ละสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 235,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 295,707.32 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การทั้งห้าสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 235,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้าในแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สำนวนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการทำละเมิด โดยโจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแขวงซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้บังคับเอาจากจำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แต่ไม่ได้มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในอายุความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลในส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
ม236/2558
primary_red_case_no
ม248/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000163.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1967-1969/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187 -
year
2561