คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2561 ฉบับเต็ม

#624891
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2561 บริษัทเจริญยนต์ลามั่นคงธุรกิจ จำกัด โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายวีระพันธ์ ขวัญศรีสุทธิ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ (เดิม), มาตรา 244/1, มาตรา 247, มาตรา 334 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรีได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 การที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องแล้วยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้บังคับจำเลยและบริวารของจำเลยที่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการยื่นฟ้องกล่าวหาจำเลยและบริวารของจำเลยต่อศาลขึ้นใหม่ตามวิธีการที่ ป.วิ.พ. มาตรา 334 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 เพิ่มโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 247 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะนำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 3 มาใช้บังคับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 ศาลแขวงสุพรรณบุรี พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาสำนักงานบังคับคดีจังหวัดตรังซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนได้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 35805, 63682 และ 79935 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 3 รายจำนองผู้ร้องขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จำนองซื้อที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ จากการขายทอดตลาดและจดทะเบียนรับโอนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 วันที่ 7 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตรัง) ขอให้ศาลออกหมายบังคับจำเลยและหรือบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการบังคับคดีนอกเขตศาล ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือ ศาลแขวงสุพรรณบุรี หาใช่ศาลชั้นต้นไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม (เดิม) ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรีได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 การที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องแล้วยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้บังคับจำเลยและบริวารของจำเลยที่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการยื่นฟ้องกล่าวหาจำเลยและบริวารของจำเลยต่อศาลขึ้นใหม่ตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 เพิ่มโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 247 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 3 มาใช้บังคับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ พิพากษายกคำสั่งคำร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของศาลชั้นต้นและที่ให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกา และยกคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวเสียด้วย ให้ส่งอุทธรณ์พร้อมถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามลำดับชั้นศาล ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-ประทีป ดุลพินิจธรรมา-โสภณ บางยี่ขัน) ศาลจังหวัดตรัง - นายสากล รัตนคามินี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3000/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น บค12/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
624891
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตรัง",
        "judge": "นายสากล รัตนคามินี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957175"
    }
}
date
2561
deka_no
4976/2561
deka_running_no
4976
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "โสภณ บางยี่ขัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 ทวิ (เดิม)",
            "ม. 244/1",
            "ม. 247",
            "ม. 334"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเจริญยนต์ลามั่นคงธุรกิจ จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวีระพันธ์ ขวัญศรีสุทธิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 ศาลแขวงสุพรรณบุรี พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาสำนักงานบังคับคดีจังหวัดตรังซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนได้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 35805, 63682 และ 79935 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 3 รายจำนองผู้ร้องขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จำนองซื้อที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ จากการขายทอดตลาดและจดทะเบียนรับโอนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559

วันที่ 7 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตรัง) ขอให้ศาลออกหมายบังคับจำเลยและหรือบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการบังคับคดีนอกเขตศาล ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือ ศาลแขวงสุพรรณบุรี หาใช่ศาลชั้นต้นไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม (เดิม) ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรีได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 การที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องแล้วยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้บังคับจำเลยและบริวารของจำเลยที่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการยื่นฟ้องกล่าวหาจำเลยและบริวารของจำเลยต่อศาลขึ้นใหม่ตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 เพิ่มโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 247 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 3 มาใช้บังคับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษายกคำสั่งคำร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของศาลชั้นต้นและที่ให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกา และยกคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวเสียด้วย ให้ส่งอุทธรณ์พร้อมถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามลำดับชั้นศาล ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
บค12/2555
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000162.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3000/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561