คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2561 ฉบับเต็ม

#625718
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2561 ร้อยตรี ก. โจทก์ บริษัท ป. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 368, มาตรา 861 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 29 กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย หน้า 10 ข้อ 1 ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า "บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาประกันภัยต่อรถยนต์รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในตาราง อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก ทั้งนี้ความเสียหายดังกล่าวให้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับยานพาหนะทางบก ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทของรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือคู่กรณี และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้" ข้อความที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัยของบริษัทประกันภัยรวมถึงจำเลยด้วย ซึ่งตามคู่มือตีความหน้าที่ 3 อธิบายถึงความเสียหายต่อรถยนต์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ว่า จะคุ้มครองเฉพาะ 1. รถยนต์คันที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากการชนกับยานพาหนะทางบก และ 2. ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ โดยการแจ้งให้ทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้ความหมายรวมถึงผู้เอาประกันภัยต้องสามารถแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณีให้บริษัททราบ โดยไม่จำเป็น ต้องให้รายละเอียดถึงผู้ขับขี่รถยนต์ ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ระบุว่าขับเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 10,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5อ - 3658 กรุงเทพมหานคร แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกับจำเลย ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2555 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนที่ถนนพระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 10,856 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่รถยนต์ซึ่งเอาประกันไว้กับจำเลยเกิดความเสียหายเนื่องจากเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก แต่โจทก์ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นความรับผิด หรือไม่ เห็นว่า ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย ระบุถึงความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ตามเอกสารแนบท้ายแบบคุ้มครองเฉพาะภัย ซึ่งเอกสารแนบท้ายดังกล่าวคือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย หน้าที่ 10 ข้อ 1 ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า "บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาประกันภัยต่อรถยนต์รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในตาราง อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก ทั้งนี้ความเสียหายดังกล่าวให้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับยานพาหนะทางบก ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทของรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือคู่กรณี และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้..." ข้อความที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัยของบริษัทประกันภัยรวมถึงจำเลยด้วย ซึ่งการตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียนตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 4/2551 กำหนดให้เป็นไปตามคู่มือตีความประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยที่แนบท้ายคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วย่อมมีผลบังคับได้ตามคู่มือตีความหน้าที่ 3 ได้อธิบายถึงความเสียหายต่อรถยนต์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ว่า จะคุ้มครองเฉพาะ 1. รถยนต์คันที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากการชนกับยานพาหนะทางบก และ 2. ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ และโดยที่คู่มือดังกล่าวได้อธิบายถึงเงื่อนไขประการที่ 2 ในหน้าที่ 4 ว่า การแจ้งให้บริษัทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ให้หมายความรวมถึงผู้เอาประกันภัยต้องสามารถแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณีให้บริษัททราบ โดยไม่จำเป็นต้องให้รายละเอียดถึงผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี เช่น กรณีรถยนต์คันที่เอาประกันภัยถูกรถคู่กรณีชนแล้วหลบหนี ความคุ้มครองจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี หรือหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณี ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ระบุว่าขับมาเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ปรัชญา โกไศยกานนท์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล) ศาลแขวงดุสิต - นายทรงวิทย์ ทรงกำพล ศาลอุทธรณ์ - นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบพ.232/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ผบ1209/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ผบ1856/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
625718
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงดุสิต",
        "judge": "นายทรงวิทย์ ทรงกำพล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957057"
    }
}
date
2561
deka_no
5238/2561
deka_running_no
5238
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ปรัชญา โกไศยกานนท์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 368",
            "ม. 861"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 29"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ร้อยตรี ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 10,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5อ - 3658 กรุงเทพมหานคร แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกับจำเลย ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2555 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนที่ถนนพระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 10,856 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่รถยนต์ซึ่งเอาประกันไว้กับจำเลยเกิดความเสียหายเนื่องจากเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก แต่โจทก์ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นความรับผิด หรือไม่ เห็นว่า ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย ระบุถึงความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ตามเอกสารแนบท้ายแบบคุ้มครองเฉพาะภัย ซึ่งเอกสารแนบท้ายดังกล่าวคือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย หน้าที่ 10 ข้อ 1 ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า "บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาประกันภัยต่อรถยนต์รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในตาราง อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก ทั้งนี้ความเสียหายดังกล่าวให้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับยานพาหนะทางบก ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทของรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือคู่กรณี และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้..." ข้อความที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัยของบริษัทประกันภัยรวมถึงจำเลยด้วย ซึ่งการตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียนตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 4/2551 กำหนดให้เป็นไปตามคู่มือตีความประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยที่แนบท้ายคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วย่อมมีผลบังคับได้ตามคู่มือตีความหน้าที่ 3 ได้อธิบายถึงความเสียหายต่อรถยนต์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ว่า จะคุ้มครองเฉพาะ 1. รถยนต์คันที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากการชนกับยานพาหนะทางบก และ 2. ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ และโดยที่คู่มือดังกล่าวได้อธิบายถึงเงื่อนไขประการที่ 2 ในหน้าที่ 4 ว่า การแจ้งให้บริษัทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ให้หมายความรวมถึงผู้เอาประกันภัยต้องสามารถแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณีให้บริษัททราบ โดยไม่จำเป็นต้องให้รายละเอียดถึงผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี เช่น กรณีรถยนต์คันที่เอาประกันภัยถูกรถคู่กรณีชนแล้วหลบหนี ความคุ้มครองจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี หรือหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณี ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ระบุว่าขับมาเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ผบ1209/2556
primary_red_case_no
ผบ1856/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000161.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบพ.232/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561