ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561
นายจอม สำลีอ่อน โดยนางสมพงษ์ จันทร์คำทรัพย์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
โจทก์
นายวัง สำลีอ่อน
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 374, มาตรา 801 (5), มาตรา 1300
ป.วิ.พ. มาตรา 55
คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 93 มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว แต่โฉนดเลขที่ 95 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ ในอีกคดีหนึ่ง คู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยในคดีนั้นซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ในคดีนี้ หากโจทก์คดีนั้นได้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์ในคดีก่อนปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 93 คืนแก่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 93 ย่อมกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงนี้ได้
ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินแปลงนี้มาจากโจทก์และยังคงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงต้องถือว่าที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ยอมไปรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนคนละครึ่ง กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในส่วนนี้ โจทก์ไม่อาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ได้ แต่อย่างไรก็ดี โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ก็ยังคงมีสิทธิบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
การมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 แม้ระบุข้อความทำนองว่า การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการด้วยตนเองทั้งสิ้น เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ซึ่งรวมถึงการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) โดยการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องระบุว่าให้ฟ้องในข้อหาใดเช่นกัน การระบุหมายเลขคดีในภายหลังเป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ชอบแล้ว
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 ของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสมพงษ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ต่อมานางสมพงษ์ กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2556 ของศาลชั้นต้น แล้วได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และโจทก์ทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ชดใช้เงินให้จำเลยคดีนี้ จำนวน 1,021,250 บาท แต่จำเลยยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ให้เป็นชื่อของโจทก์คดีนี้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ การที่โจทก์ไม่ระบุชื่อจำเลยและข้อหาที่จะฟ้องในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมทั้งเพิ่งมาระบุหมายเลขคดีในหนังสือมอบอำนาจภายหลังฟ้องคดีแล้วเป็นการไม่ชอบ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุไว้ว่า "...ข้าพเจ้านายจอม ขอมอบอำนาจให้นางสมพงษ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ในคดีหมายเลขดำที่ 1291/2557 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ เช่น... การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการด้วยตนเองทั้งสิ้น..." ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสมพงษ์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ซึ่งย่อมรวมถึงการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ด้วย นางสมพงษ์ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดี และการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด รวมทั้งการให้ฟ้องคดีแทนนั้นก็หาจำต้องระบุว่าจะให้ฟ้องข้อหาใดไว้ด้วยไม่ นางสมพงษ์ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แทนโจทก์ ส่วนการระบุหมายเลขคดีในภายหลังนั้นก็เป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ย่อมไม่มีผลให้หนังสือมอบอำนาจที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้วเสียไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 และเลขที่ 95 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ไปรับโอนและไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมในการโอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เห็นว่า ในส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ซึ่งมีชื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2556 หมายเลขแดงที่ 962/2556 ของศาลชั้นต้น ที่นางสมพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลย ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 คืนให้แก่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ได้ ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินแปลงนี้มาจากโจทก์และยังคงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ยังเป็นของจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ไม่ยอมไปรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 จากจำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งในการโอนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ได้ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ก็ยังคงมีสิทธิบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(วุฒินัย วงศ์ฟัก-สุทธินันท์ เสียมสกุล-วิบูลย์ แสงชมภู)
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวชิร ปานแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1291/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1291/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1139/2558
หมายเหตุ