คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714/2561 ฉบับเต็ม

#626223
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714/2561 นายโชดก ชินนะเกิดโชค โจทก์ บริษัทไอดีเอส แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ บริษัทแอลเอฟ บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จากเหตุปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 3 ปี โดยอ้างว่าเพื่อแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างโจทก์ อีกทั้งงานในส่วนที่จำเลยรับผิดชอบยังมีอยู่ เพียงแต่จำเลยมอบหมายให้บุคคลอื่นรับผิดชอบแทน ประกอบกับไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้างโจทก์อย่างไร ดังนั้นแม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แล้ว การเลิกจ้างโจทก์ก็เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพออยู่นั่นเอง การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์เป็นเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 16 มกราคม 2558 เนื่องจากสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ต่างประเทศมีนโยบายการปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจทุก 3 ปี โดยจำเลยมิได้ประสบภาวะขาดทุนแต่มีความจำเป็นเพื่อแข่งขันทางธุรกิจซึ่งโจทก์ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว มีลูกจ้างจำเลยบางส่วนทยอยลาออกตามนโยบายของจำเลย จำเลยเคยปฏิบัติเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้กระทบต่อตำแหน่งงานของโจทก์เนื่องจากมีการควบรวมยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่แล้วให้บุคคลอื่นมาดูแลงานที่โจทก์เคยรับผิดชอบ แต่โจทก์ไม่สมัครใจลาออก แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อตำแหน่งงานโจทก์ไม่มีอยู่ในโครงสร้างใหม่ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้ จำเลยจ่ายค่าตอบแทนต่าง ๆ ให้โจทก์มากกว่าลูกจ้างที่สมัครใจลาออก การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ปรับโครงสร้างเพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดเหมือนเช่นที่ทำทุก 3 ปี และลูกจ้างระดับบริหารที่ลาออกมิได้เกิดจากการปรับโครงสร้างบริษัท เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรทุก 3 ปี และมีลูกจ้างจำเลยบางส่วนทยอยลาออกตามนโยบายของจำเลยอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า โจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุปรับโครงสร้างบริษัททั้งที่จำเลยไม่ได้ประสบภาวะขาดทุน และจำเลยไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้าง ทั้งไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์ให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จากเหตุปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 3 ปี โดยอ้างว่าเพื่อแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างโจทก์ อีกทั้งงานในส่วนที่จำเลยรับผิดชอบยังมีอยู่เพียงแต่จำเลยมอบหมายให้บุคคลอื่นรับผิดชอบแทน ประกอบกับไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้างโจทก์อย่างไร ดังนั้นแม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แล้ว การเลิกจ้างโจทก์ก็เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพออยู่นั่นเอง ดังนั้นการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้จำเลยชดใช้ดังกล่าวเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (นิติ เอื้อจรัสพันธุ์-ธีระพงศ์ จิระภาค-จักษ์ชัย เยพิทักษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.227/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น นบ168/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น นบ525/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
626223
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081956826"
    }
}
date
2561
deka_no
5714/2561
deka_running_no
5714
deka_year
2561
department
แรงงาน
judges
[
    "นิติ เอื้อจรัสพันธุ์",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "จักษ์ชัย เยพิทักษ์"
]
laws
[]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโชดก ชินนะเกิดโชค"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทไอดีเอส แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทแอลเอฟ บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์เป็นเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 16 มกราคม 2558 เนื่องจากสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ต่างประเทศมีนโยบายการปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจทุก 3 ปี โดยจำเลยมิได้ประสบภาวะขาดทุนแต่มีความจำเป็นเพื่อแข่งขันทางธุรกิจซึ่งโจทก์ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว มีลูกจ้างจำเลยบางส่วนทยอยลาออกตามนโยบายของจำเลย จำเลยเคยปฏิบัติเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้กระทบต่อตำแหน่งงานของโจทก์เนื่องจากมีการควบรวมยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่แล้วให้บุคคลอื่นมาดูแลงานที่โจทก์เคยรับผิดชอบ แต่โจทก์ไม่สมัครใจลาออก แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อตำแหน่งงานโจทก์ไม่มีอยู่ในโครงสร้างใหม่ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้ จำเลยจ่ายค่าตอบแทนต่าง ๆ ให้โจทก์มากกว่าลูกจ้างที่สมัครใจลาออก การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ปรับโครงสร้างเพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดเหมือนเช่นที่ทำทุก 3 ปี และลูกจ้างระดับบริหารที่ลาออกมิได้เกิดจากการปรับโครงสร้างบริษัท เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรทุก 3 ปี และมีลูกจ้างจำเลยบางส่วนทยอยลาออกตามนโยบายของจำเลยอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า โจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุปรับโครงสร้างบริษัททั้งที่จำเลยไม่ได้ประสบภาวะขาดทุน และจำเลยไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้าง ทั้งไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์ให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จากเหตุปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 3 ปี โดยอ้างว่าเพื่อแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างโจทก์ อีกทั้งงานในส่วนที่จำเลยรับผิดชอบยังมีอยู่เพียงแต่จำเลยมอบหมายให้บุคคลอื่นรับผิดชอบแทน ประกอบกับไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้างโจทก์อย่างไร ดังนั้นแม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แล้ว การเลิกจ้างโจทก์ก็เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพออยู่นั่นเอง ดังนั้นการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้จำเลยชดใช้ดังกล่าวเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
นบ168/2558
primary_red_case_no
นบ525/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000159.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.227/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561