คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6591/2561 ฉบับเต็ม

#627257
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6591/2561 นายยูนุส ไนโร โจทก์ นายธวัชชัย ตันประเสริฐวงศ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 422 ป.วิ.พ. มาตรา 177, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ขับรถยนต์กลับรถในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน และเป็นบริเวณที่มีสัญญาณจราจรบนทางห้ามรถทั้งสองฝั่งขับรถคร่อมเส้น ห้ามแซง ห้ามกลับรถและห้ามเลี้ยวขวาโดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังโจทก์มีระยะห่างจากรถยนต์ของโจทก์มากพอสมควร หากโจทก์ไม่เลี้ยวกลับรถฝ่าฝืนกฎหมายและสัญญาณจราจร ทั้งมิได้ให้สัญญาณเปิดไฟเลี้ยวขวา รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับย่อมไม่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ การที่รถยนต์จำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการขับรถยนต์ฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะหยุดรถได้ทัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นจากความประมาทของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เลี้ยวรถกลับบริเวณที่เกิดเหตุไปด้านตรงข้ามอย่างกะทันหัน จนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหยุดหรือหักหลบได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 พุ่งชนรถยนต์ของโจทก์ อันเกิดจากความประมาทของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 4,914,600.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,467,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่ต้องไม่เกิน 250,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่มีคำขออื่นที่ยก) จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,367,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์เสียเกินมาในศาลชั้นต้น 7,414 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บว 4444 นครศรีธรรมราช ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ในประเภทคุ้มครองเฉพาะภัย ในวันเกิดเหตุ เวลา 17.20 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กต 6742 นครศรีธรรมราช ไปตามถนนสายจันดี - นครศรีธรรมราช จากตำบลจันดีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณร้านอาหารเรือนผักกูด รถยนต์คันที่โจทก์ขับเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บว 4444 นครศรีธรรมราช คันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ขับรถยนต์กลับรถในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน และเป็นบริเวณที่มีสัญญาณจราจรบนทางห้ามรถทั้งสองฝั่งขับรถคร่อมเส้น ห้ามแซง ห้ามกลับรถและห้ามเลี้ยวขวาโดยเด็ดขาด ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังโจทก์มีระยะห่างจากรถยนต์ของโจทก์มากพอสมควร หากโจทก์ไม่เลี้ยวกลับรถฝ่าฝืนกฎหมายและสัญญาณจราจร ทั้งมิได้ให้สัญญาณเปิดไฟเลี้ยวขวา รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับย่อมไม่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ การที่รถยนต์จำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการขับรถยนต์ฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะหยุดรถได้ทัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นจากความประมาทของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เลี้ยวรถกลับบริเวณที่เกิดเหตุไปด้านตรงข้ามอย่างกะทันหัน จนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหยุดหรือหักหลบได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 พุ่งชนรถยนต์ของโจทก์ อันเกิดจากความประมาทของโจทก์ ด้วยเหตุนี้เอง ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แสดงว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 591,990.76 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดแก่โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 591,990.76 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวน 2,467,963.06 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระแก่โจทก์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 49,359 บาท แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,359 บาท และจำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,359 บาท รวมเป็นเงิน 98,718 บาท แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เป็นการชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมาจำนวน 49,359 บาท เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างและจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างร่วมกันชำระเงิน 2,467,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างยื่นอุทธรณ์แยกกันขอให้ไม่ต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงินจำนวน 2,467,963.06 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์คนละ 49,359 บาท เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่ละคนได้ชำระไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิชิต ลีธรรมชโย-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์) ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายสุภิตย์ เกลี้ยงสง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2349/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ220/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ910/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
627257
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดทุ่งสง",
        "judge": "นายสุภิตย์ เกลี้ยงสง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081956696"
    }
}
date
2561
deka_no
6591/2561
deka_running_no
6591
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "วิชิต ลีธรรมชโย",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 422"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายยูนุส ไนโร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธวัชชัย ตันประเสริฐวงศ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 4,914,600.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,467,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่ต้องไม่เกิน 250,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่มีคำขออื่นที่ยก)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,367,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์เสียเกินมาในศาลชั้นต้น 7,414 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บว 4444 นครศรีธรรมราช ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ในประเภทคุ้มครองเฉพาะภัย ในวันเกิดเหตุ เวลา 17.20 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กต 6742 นครศรีธรรมราช ไปตามถนนสายจันดี - นครศรีธรรมราช จากตำบลจันดีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณร้านอาหารเรือนผักกูด รถยนต์คันที่โจทก์ขับเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บว 4444 นครศรีธรรมราช คันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ขับรถยนต์กลับรถในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน และเป็นบริเวณที่มีสัญญาณจราจรบนทางห้ามรถทั้งสองฝั่งขับรถคร่อมเส้น ห้ามแซง ห้ามกลับรถและห้ามเลี้ยวขวาโดยเด็ดขาด ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังโจทก์มีระยะห่างจากรถยนต์ของโจทก์มากพอสมควร หากโจทก์ไม่เลี้ยวกลับรถฝ่าฝืนกฎหมายและสัญญาณจราจร ทั้งมิได้ให้สัญญาณเปิดไฟเลี้ยวขวา รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับย่อมไม่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ การที่รถยนต์จำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการขับรถยนต์ฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะหยุดรถได้ทัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นจากความประมาทของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เลี้ยวรถกลับบริเวณที่เกิดเหตุไปด้านตรงข้ามอย่างกะทันหัน จนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหยุดหรือหักหลบได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 พุ่งชนรถยนต์ของโจทก์ อันเกิดจากความประมาทของโจทก์ ด้วยเหตุนี้เอง ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แสดงว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 591,990.76 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดแก่โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 591,990.76 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวน 2,467,963.06 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระแก่โจทก์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 49,359 บาท แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,359 บาท และจำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,359 บาท รวมเป็นเงิน 98,718 บาท แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เป็นการชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมาจำนวน 49,359 บาท เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างและจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างร่วมกันชำระเงิน 2,467,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างยื่นอุทธรณ์แยกกันขอให้ไม่ต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงินจำนวน 2,467,963.06 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์คนละ 49,359 บาท เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่ละคนได้ชำระไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ220/2555
primary_red_case_no
พ910/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000158.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2349/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561