คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2561 ฉบับเต็ม

#627336
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2561 พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นาย ศ. จำเลย ป.อ. มาตรา 56 ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน... ศาลจะรอการลงโทษผู้นั้นไว้ก็ได้ นั้น หมายถึงว่า จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลกำลังจะพิพากษา ซึ่งมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) มิได้ระบุว่าคดีที่จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ต้องเป็นการกระทำความผิดมาก่อนคดีเรื่องหลัง เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6125/2556 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุก 4 ปี 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้หรือไม่ และมีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6125/2556 ของศาลจังหวัดภูเก็ต และจำเลยพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 คดีดังกล่าวเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย จึงถือว่าขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ย่อมอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน...ฯลฯ... ศาลจะรอการลงโทษผู้นั้นไว้ก็ได้นั้น หมายถึงว่า จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลกำลังจะพิพากษา ซึ่งตามมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) มิได้ระบุว่าคดีที่จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ต้องเป็นการกระทำความผิดมาก่อนคดีเรื่องหลัง จึงไม่อาจแปลกฎหมายดังที่จำเลยอ้างได้ เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ แม้คดีได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มารดาของผู้เสียหายที่ 1 ว่า หลังเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภรรยาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายที่ 2 ก็ยินยอมและไม่คัดค้านที่ไปอยู่กินด้วยกัน กับผู้เสียหายที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปแล้ว อันเป็นพฤติการณ์ที่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เนื่องจากจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้จึงไม่สามารถพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะรอการลงโทษให้ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (โสภณ บางยี่ขัน-ประทีป ดุลพินิจธรรมา-บุญไทย อิศราประทีปรัตน์) ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นางสาวศิริรัตน์ สีนวล ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2008/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1423/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1930/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
627336
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิษณุโลก",
        "judge": "นางสาวศิริรัตน์ สีนวล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081956450"
    }
}
date
2561
deka_no
7264/2561
deka_running_no
7264
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "โสภณ บางยี่ขัน",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "บุญไทย อิศราประทีปรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ศ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6125/2556 ของศาลจังหวัดภูเก็ต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุก 4 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้หรือไม่ และมีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6125/2556 ของศาลจังหวัดภูเก็ต และจำเลยพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 คดีดังกล่าวเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย จึงถือว่าขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ย่อมอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน...ฯลฯ... ศาลจะรอการลงโทษผู้นั้นไว้ก็ได้นั้น หมายถึงว่า จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลกำลังจะพิพากษา ซึ่งตามมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) มิได้ระบุว่าคดีที่จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ต้องเป็นการกระทำความผิดมาก่อนคดีเรื่องหลัง จึงไม่อาจแปลกฎหมายดังที่จำเลยอ้างได้ เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ แม้คดีได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มารดาของผู้เสียหายที่ 1 ว่า หลังเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภรรยาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายที่ 2 ก็ยินยอมและไม่คัดค้านที่ไปอยู่กินด้วยกัน กับผู้เสียหายที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปแล้ว อันเป็นพฤติการณ์ที่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เนื่องจากจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้จึงไม่สามารถพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะรอการลงโทษให้ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1423/2560
primary_red_case_no
อ1930/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000156.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2008/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561