คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558 ฉบับเต็ม

#627369
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558 นายบูรณ์ ไสยสมบัติ โจทก์ นายมนตรี ไสยสมบัติ ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางอารีย์ ไสยสมบัติ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1300, มาตรา 1501, มาตรา 1533, มาตรา 1599, มาตรา 1625, มาตรา 1629 (1), มาตรา 1635 (1) ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. เมื่อ อ.ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. ย่อมสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 มีผลให้ต้องคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. ตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1625 ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และ อ. ได้คนละส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งส่วนของ อ. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือ โจทก์กับบุตรอีก 4 คน ของ อ. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599, 1629 (1) และ 1635 (1) ดังนี้ ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของ อ. จึงต้องแบ่งให้แก่ บุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละ 1 ใน 6 จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 7 ใน 12 ส่วน และมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ทายาทโดยธรรม ของ อ. โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. คนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเฉพาะส่วนของตนและเรียกทรัพย์มรดกของ อ. ในส่วนของตนได้ ตาม ป.พ.พ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 กึ่งหนึ่งของที่ดินพิพาท นั้น จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามส่วนสัดของโจทก์ที่จะได้รับหรือใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนสัดที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางอารีย์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว นางอารีย์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์ ต่อมา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ซึ่งให้โอนที่ดินพิพาทแก่นางสาววรรณเย็น แต่นางสาววรรณเย็นเกรงว่าสำนักงานสรรพากรพื้นที่ศรีสะเกษจะยึดที่ดินพิพาทไปชำระค่าภาษีอากร จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดารับโอนไว้แทน คำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ เมื่อนางอารีย์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์มีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอยู่ในข้อบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และนางอารีย์ได้คนละส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งส่วนของนางอารีย์ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต บุตรของนางอารีย์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1629 (1) และ 1635 (1) ดังนี้ ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์จึงต้องแบ่งให้แก่นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา นายมารุต และจำเลยที่ 1 คนละ 1 ใน 6 ส่วน นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุตจึงมีกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 12 ส่วน ของที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 7 ใน 12 ส่วน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ทายาทโดยธรรมของนางอารีย์โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอารีย์คนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเฉพาะส่วนของตนและเรียกทรัพย์มรดกของนางอารีย์ในส่วนของตนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกของนางอารีย์ให้แก่บุตรทุกคนมากกว่าส่วนที่บุตรแต่ละคนจะได้รับเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนส่วนของตนให้ไปด้วย หากต้องแบ่งทรัพย์มรดกตามส่วนสัดที่บุตรแต่ละคนจะได้รับตามกฎหมายแล้วจะเกิดความเสียหายและมีปัญหาความไม่สงบสุขภายในครอบครัวตามมาภายหลัง เพราะพี่น้องจะฟ้องร้องกันไม่จบสิ้น การแบ่งทรัพย์มรดกตามที่จำเลยที่ 1 กระทำเป็นประโยชน์แก่บุตรทุกคนมากกว่าการแบ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์มีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย แม้นางอารีย์จะมีทรัพย์มรดกอื่นนอกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกเหล่านั้นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เว้นแต่ทายาททุกคนจะตกลงยินยอมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 แบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่ตนเองเห็นสมควรโดยทายาททุกคนไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย และมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แม้การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ทายาทดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็หาทำให้การจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 จำนวน 1 ใน 12 ส่วนของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอารีย์จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-แก้ว เวศอุไร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
627369
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972850"
    }
}
date
2558
deka_no
2857/2558
deka_running_no
2857
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "แก้ว เวศอุไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1300",
            "ม. 1501",
            "ม. 1533",
            "ม. 1599",
            "ม. 1625",
            "ม. 1629 (1)",
            "ม. 1635 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบูรณ์ ไสยสมบัติ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายมนตรี ไสยสมบัติ ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ของนางอารีย์ ไสยสมบัติ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามส่วนสัดของโจทก์ที่จะได้รับหรือใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนสัดที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางอารีย์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว นางอารีย์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์ ต่อมา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ซึ่งให้โอนที่ดินพิพาทแก่นางสาววรรณเย็น แต่นางสาววรรณเย็นเกรงว่าสำนักงานสรรพากรพื้นที่ศรีสะเกษจะยึดที่ดินพิพาทไปชำระค่าภาษีอากร จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดารับโอนไว้แทน คำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ เมื่อนางอารีย์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์มีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอยู่ในข้อบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และนางอารีย์ได้คนละส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งส่วนของนางอารีย์ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต บุตรของนางอารีย์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1629 (1) และ 1635 (1) ดังนี้ ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์จึงต้องแบ่งให้แก่นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา นายมารุต และจำเลยที่ 1 คนละ 1 ใน 6 ส่วน นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุตจึงมีกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 12 ส่วน ของที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 7 ใน 12 ส่วน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ทายาทโดยธรรมของนางอารีย์โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอารีย์คนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเฉพาะส่วนของตนและเรียกทรัพย์มรดกของนางอารีย์ในส่วนของตนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกของนางอารีย์ให้แก่บุตรทุกคนมากกว่าส่วนที่บุตรแต่ละคนจะได้รับเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนส่วนของตนให้ไปด้วย หากต้องแบ่งทรัพย์มรดกตามส่วนสัดที่บุตรแต่ละคนจะได้รับตามกฎหมายแล้วจะเกิดความเสียหายและมีปัญหาความไม่สงบสุขภายในครอบครัวตามมาภายหลัง เพราะพี่น้องจะฟ้องร้องกันไม่จบสิ้น การแบ่งทรัพย์มรดกตามที่จำเลยที่ 1 กระทำเป็นประโยชน์แก่บุตรทุกคนมากกว่าการแบ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์มีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย แม้นางอารีย์จะมีทรัพย์มรดกอื่นนอกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกเหล่านั้นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เว้นแต่ทายาททุกคนจะตกลงยินยอมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 แบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่ตนเองเห็นสมควรโดยทายาททุกคนไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย และมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แม้การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ทายาทดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็หาทำให้การจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 จำนวน 1 ใน 12 ส่วนของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอารีย์จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000296.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558