คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2558 ฉบับเต็ม

#627372
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ สิบเอกราชันญ์ เทศเพราะผล ผู้ร้อง คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 กับพวก ผู้คัดค้าน นายจักรวัฒน์หรือกฤตพัชร์ ปัถวี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 91 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 220 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 มาตรา พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 มาตรา พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาด กรณีเป็นเรื่องชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 นั้น จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และคำว่า "เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวม ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน 50 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ได้ แต่จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผิดและต้องโทษจำคุกในความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าว มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงอย่างเดียว พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติให้ความหมายคำว่า กำหนดโทษ ทำนองเดียวกันว่า "กำหนดโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด หรือ กำหนดโทษตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ หรือกำหนดโทษดังกล่าวที่ได้ลดโทษลงแล้วโดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือโดยเหตุอื่น" โทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนี้ ในการพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 เพียงใดจึงต้องพิจารณาตามกำหนดโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุดแต่ละกระทง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 2 วางโทษโดยอาศัยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีก 1 กระทง ส่วนจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 3 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2), 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 289 (2), 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีก 1 กระทง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และอีก 20 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และอีก 57 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 35 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษอื่นอีกได้และไม่อาจนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นมาบวกรวมเข้าได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และริบอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลาง คดีถึงที่สุดวันที่ 17 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 2 ฟ้องคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อศาลปกครองกลางว่า คำนวณวันต้องโทษให้จำเลยที่ 2 หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วเหลือกำหนดโทษจำคุก 36 ปี 5 เดือน 15 วัน เป็นการผิดพลาด ที่ถูกคงเหลือกำหนดโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ขอให้เปลี่ยนวันต้องโทษให้ถูกต้อง คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง และคณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า กรณีของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระและศาลพิพากษาเรียงกระทงลงโทษแต่ละกระทงความผิด การพิจารณาให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษจึงต้องแยกเป็นรายกระทงความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 แล้วคงเหลือกำหนดโทษจำคุก 50 ปี กำหนดโทษจำคุก 41 ปี 8 เดือน และกำหนดโทษจำคุก 36 ปี 5 เดือน 15 วัน ตามลำดับ ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่คำนวณโทษชอบแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การคำนวณวันต้องโทษของจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 เป็นไปตามมติของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 มิได้คำนวณวันต้องโทษผิดพลาด ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 1 แก้ฎีกาว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาด กรณี เป็นเรื่องชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกแล้วจึงไม่อาจบวกโทษจำคุก 57 ปี ตามกระทงอื่นได้อีก โทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับจึงเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และคำว่า "เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวม ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน 50 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ได้ แต่จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผิดและต้องโทษจำคุกในความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าว มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงอย่างเดียวดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติให้ความหมายคำว่า กำหนดโทษ ทำนองเดียวกันว่า "กำหนดโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด หรือกำหนดโทษตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ หรือกำหนดโทษดังกล่าวที่ได้ลดโทษลงแล้วโดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือโดยเหตุอื่น" และโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนี้ ในการพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 เพียงใด จึงต้องพิจารณาตามกำหนดโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุดแต่ละกระทง การที่ผู้คัดค้านทั้งสี่มีมติเกี่ยวกับการได้รับพระราชทานอภัยโทษของจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ดังรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-สมยศ เข็มทอง-ปกรณ์ มหรรณพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
627372
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972727"
    }
}
date
2558
deka_no
3309/2558
deka_running_no
3309
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 220"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "สิบเอกราชันญ์ เทศเพราะผล"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "พ.ศ.2549 กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจักรวัฒน์หรือกฤตพัชร์ ปัถวี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 2 วางโทษโดยอาศัยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีก 1 กระทง ส่วนจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 3 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2), 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 289 (2), 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีก 1 กระทง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และอีก 20 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และอีก 57 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 35 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษอื่นอีกได้และไม่อาจนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นมาบวกรวมเข้าได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และริบอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลาง คดีถึงที่สุดวันที่ 17 ธันวาคม 2544

จำเลยที่ 2 ฟ้องคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อศาลปกครองกลางว่า คำนวณวันต้องโทษให้จำเลยที่ 2 หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วเหลือกำหนดโทษจำคุก 36 ปี 5 เดือน 15 วัน เป็นการผิดพลาด ที่ถูกคงเหลือกำหนดโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ขอให้เปลี่ยนวันต้องโทษให้ถูกต้อง

คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง และคณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า กรณีของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระและศาลพิพากษาเรียงกระทงลงโทษแต่ละกระทงความผิด การพิจารณาให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษจึงต้องแยกเป็นรายกระทงความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 แล้วคงเหลือกำหนดโทษจำคุก 50 ปี กำหนดโทษจำคุก 41 ปี 8 เดือน และกำหนดโทษจำคุก 36 ปี 5 เดือน 15 วัน ตามลำดับ ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่คำนวณโทษชอบแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การคำนวณวันต้องโทษของจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 เป็นไปตามมติของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 มิได้คำนวณวันต้องโทษผิดพลาด ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 1 แก้ฎีกาว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาด กรณี เป็นเรื่องชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกแล้วจึงไม่อาจบวกโทษจำคุก 57 ปี ตามกระทงอื่นได้อีก โทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับจึงเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และคำว่า "เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวม ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน 50 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ได้ แต่จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผิดและต้องโทษจำคุกในความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าว มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงอย่างเดียวดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติให้ความหมายคำว่า กำหนดโทษ ทำนองเดียวกันว่า "กำหนดโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด หรือกำหนดโทษตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ หรือกำหนดโทษดังกล่าวที่ได้ลดโทษลงแล้วโดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือโดยเหตุอื่น" และโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนี้ ในการพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 เพียงใด จึงต้องพิจารณาตามกำหนดโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุดแต่ละกระทง การที่ผู้คัดค้านทั้งสี่มีมติเกี่ยวกับการได้รับพระราชทานอภัยโทษของจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ดังรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000295.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558