คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5765/2561 ฉบับเต็ม

#629037
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5765/2561 พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นาย ว. จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 309 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, มาตรา 8 ทวิ, มาตรา 72 ทวิ ตาม ป.อ. อาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ..." ดังนี้ การที่ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นตามที่ถูกข่มขืนใจจึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยบังอาจถืออาวุธปืนพร้อมกับชี้นิ้วและพูดจาข่มขู่เพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำการก่อสร้างที่พักคนงาน อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย โดยโจทก์มิได้บรรยายว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นหรือไม่ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษ คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 309 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 2,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ ฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน และปรับกระทงละ 1,500 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 เดือน 30 วัน และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,500 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 30 วัน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสาม ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไปโดยเปิดเผย ให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำหรือไม่กระทำการใดโดยมีอาวุธ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ในความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษ..." ดังนี้ การที่ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นตามที่ถูกข่มขืนใจ จึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า จำเลยโดยมีอาวุธปืนที่จำเลยพกพาติดตัวไปอันเป็นความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. และในขณะที่นายเพ็ชร ผู้เสียหายที่ 2 นายอัตติพงษ์ ผู้เสียหายที่ 3 และนายมานพ ผู้เสียหายที่ 4 ทำการก่อสร้างแคมป์ที่พักคนงานอยู่ที่บริเวณริมคลองชลประทานพระยาวิสูตร์หรือคลองแสมขาว ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่นั้น จำเลยได้บังอาจถืออาวุธปืนดังกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วและพูดจาข่มขู่เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กระทำการก่อสร้างดังกล่าวต่อไปโดยพูดว่า "ช่างให้หยุดก่อสร้าง ถ้าไม่หยุดจะเดือดร้อนแน่" อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย และจากการข่มขืนใจของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กับบรรยายฟ้องข้อ 1 ค. ว่า ภายหลังจากจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ข. แล้ว จำเลยโดยมีอาวุธปืนที่จำเลยพกพาติดตัวไป อันเป็นความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. และในขณะที่นางณัฐสุรางค์ ผู้เสียหายที่ 1 กำลังให้ช่างทำการก่อสร้างแคมป์ที่พักคนงานอยู่ที่บริเวณริมคลองชลประทานพระยาวิสูตร์หรือคลองแสมขาว ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่นั้น จำเลยได้บังอาจถืออาวุธปืนดังกล่าววิ่งเข้าไปจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 กระทำการก่อสร้างดังกล่าวต่อไปโดยพูดว่า "จะไม่ให้ก่อสร้าง หากขืนก่อสร้างเดือดร้อนแน่" และถามว่า "มึงจะเอาเลยมั้ย" อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย และจากการข่มขืนใจของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น หรือไม่ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษ คำฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-จิรนิติ หะวานนท์-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4157/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1201/2559 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4682/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
629037
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081956821"
    }
}
date
2561
deka_no
5765/2561
deka_running_no
5765
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล",
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 309"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 8 ทวิ",
            "ม. 72 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 309 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 2,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ ฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน และปรับกระทงละ 1,500 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 เดือน 30 วัน และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,500 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 30 วัน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสาม ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไปโดยเปิดเผย ให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำหรือไม่กระทำการใดโดยมีอาวุธ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ในความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษ..." ดังนี้ การที่ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นตามที่ถูกข่มขืนใจ จึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า จำเลยโดยมีอาวุธปืนที่จำเลยพกพาติดตัวไปอันเป็นความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. และในขณะที่นายเพ็ชร ผู้เสียหายที่ 2 นายอัตติพงษ์ ผู้เสียหายที่ 3 และนายมานพ ผู้เสียหายที่ 4 ทำการก่อสร้างแคมป์ที่พักคนงานอยู่ที่บริเวณริมคลองชลประทานพระยาวิสูตร์หรือคลองแสมขาว ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่นั้น จำเลยได้บังอาจถืออาวุธปืนดังกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วและพูดจาข่มขู่เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กระทำการก่อสร้างดังกล่าวต่อไปโดยพูดว่า "ช่างให้หยุดก่อสร้าง ถ้าไม่หยุดจะเดือดร้อนแน่" อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย และจากการข่มขืนใจของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กับบรรยายฟ้องข้อ 1 ค. ว่า ภายหลังจากจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ข. แล้ว จำเลยโดยมีอาวุธปืนที่จำเลยพกพาติดตัวไป อันเป็นความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. และในขณะที่นางณัฐสุรางค์ ผู้เสียหายที่ 1 กำลังให้ช่างทำการก่อสร้างแคมป์ที่พักคนงานอยู่ที่บริเวณริมคลองชลประทานพระยาวิสูตร์หรือคลองแสมขาว ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่นั้น จำเลยได้บังอาจถืออาวุธปืนดังกล่าววิ่งเข้าไปจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 กระทำการก่อสร้างดังกล่าวต่อไปโดยพูดว่า "จะไม่ให้ก่อสร้าง หากขืนก่อสร้างเดือดร้อนแน่" และถามว่า "มึงจะเอาเลยมั้ย" อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย และจากการข่มขืนใจของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น หรือไม่ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษ คำฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1201/2559
primary_red_case_no
อ4682/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000159.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4157/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561