คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2561 ฉบับเต็ม

#629045
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2561 นาย บ. โจทก์ นางสาว ส. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 220 คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 172, 173, 174, 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ให้นายวินลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์ หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ราชนิเวศน์ ก็เนื่องมาจากโจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมของนายวิน ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยเห็นอาการป่วยของนายวิน มีอาการไม่รู้ตัว กลืนไม่ได้ สำลักอาหาร ไม่สามารถทรงตัวได้ ประกอบกับได้ความจากแพทย์หญิงรัตติยา พยานจำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้รักษานายวินและไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดว่า แพทย์หญิงรัตติยาได้ตรวจร่างกายนายวินเป็นประจำทุกวัน ทุกครั้งที่พบนายวิน นายวินจะมีอาการซึม ไม่เริ่มการสนทนาก่อน ตอบคำถามได้ตรงคำถามบ้าง ไม่ตรงบ้าง นายวินไม่ทราบวันเดือนปี ไม่ทราบสถานที่ที่ตนเข้ารักษาตัว ทั้งไม่สามารถบอกชื่อบุตรของตนได้ และในวันที่มีการจัดทำพินัยกรรม เวลา 10 นาฬิกา ญาติของนายวินขอให้แพทย์หญิงรัตติยาลงลายมือชื่อในเอกสารรับรองสติสัมปชัญญะของนายวิน แต่แพทย์หญิงรัตติยาปฏิเสธเนื่องจากขณะนั้นนายวินมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ เมื่อมีการนัดอ่านพินัยกรรมให้ทายาททุกคนฟัง ในพินัยกรรมก็ระบุยกทรัพย์สินของนายวินให้แก่นางเสน่ห์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่จำเลยก็เป็นทายาทของนายวินด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในพินัยกรรมมีลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมก็ไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายวิน ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมดังกล่าวย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมพินัยกรรมและมีเจตนาฉ้อโกงมรดกในส่วนที่จำเลยควรได้รับ ดังนั้น การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจกท์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต หาได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ก็ตรงตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน (ชลิต กฐินะสมิต-ประมวญ รักศิลธรรม-ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางวันทนา ถวัลย์ลาภา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายวิเศษ นิ่มกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.254/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1582/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ560/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
629045
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นางวันทนา ถวัลย์ลาภา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายวิเศษ นิ่มกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081955962"
    }
}
date
2561
deka_no
8488/2561
deka_running_no
8488
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ชลิต กฐินะสมิต",
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 220"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย บ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 172, 173, 174, 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ให้นายวินลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์ หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ราชนิเวศน์ ก็เนื่องมาจากโจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมของนายวิน ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยเห็นอาการป่วยของนายวิน มีอาการไม่รู้ตัว กลืนไม่ได้ สำลักอาหาร ไม่สามารถทรงตัวได้ ประกอบกับได้ความจากแพทย์หญิงรัตติยา พยานจำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้รักษานายวินและไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดว่า แพทย์หญิงรัตติยาได้ตรวจร่างกายนายวินเป็นประจำทุกวัน ทุกครั้งที่พบนายวิน นายวินจะมีอาการซึม ไม่เริ่มการสนทนาก่อน ตอบคำถามได้ตรงคำถามบ้าง ไม่ตรงบ้าง นายวินไม่ทราบวันเดือนปี ไม่ทราบสถานที่ที่ตนเข้ารักษาตัว ทั้งไม่สามารถบอกชื่อบุตรของตนได้ และในวันที่มีการจัดทำพินัยกรรม เวลา 10 นาฬิกา ญาติของนายวินขอให้แพทย์หญิงรัตติยาลงลายมือชื่อในเอกสารรับรองสติสัมปชัญญะของนายวิน แต่แพทย์หญิงรัตติยาปฏิเสธเนื่องจากขณะนั้นนายวินมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ เมื่อมีการนัดอ่านพินัยกรรมให้ทายาททุกคนฟัง ในพินัยกรรมก็ระบุยกทรัพย์สินของนายวินให้แก่นางเสน่ห์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่จำเลยก็เป็นทายาทของนายวินด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในพินัยกรรมมีลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมก็ไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายวิน ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมดังกล่าวย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมพินัยกรรมและมีเจตนาฉ้อโกงมรดกในส่วนที่จำเลยควรได้รับ ดังนั้น การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจกท์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต หาได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ก็ตรงตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1582/2557
primary_red_case_no
อ560/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000152.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.254/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561