คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2789/2558 ฉบับเต็ม

#629408
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2789/2558 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นางสาวสุภลักษณ์ สระแก้ว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง, มาตรา 227 วรรคสอง, มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายทำทีเป็นขอเช่ารถยนต์จากผู้เสียหายที่ 3 เพื่อลักรถยนต์ โดยโจทก์อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลจาก น. ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แต่โจทก์กลับมีเพียงคำให้การของ น. ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโท ช. ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบต่อสู้ว่า น. แต่เพียงผู้เดียวเป็นตัวการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวทั้งหมด จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คำให้การในชั้นสอบสวนของ น. เท่ากับเป็นพยานซัดทอด ซึ่งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนี้ ศาลจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้าน บ. แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกแต่อย่างใด ทั้งพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงตกเป็นที่สงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ริบเงิน 1,200 บาท ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นางสาวธนภร ผู้เสียหายที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌพ 2510 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทโตโยต้าลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 มอบรถยนต์คันดังกล่าวให้นายณัฐวุฒิ ผู้เสียหายที่ 3 เป็นผู้ครอบครองดูแล และนำออกให้บุคคลภายนอกเช่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายนิรันดร์ทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌพ 2510 กรุงเทพมหานคร กับผู้เสียหายที่ 3 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 มอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 3 ยึดถือไว้ ขณะนายนิรันดร์ขับรถยนต์เคลื่อนออกไปยังไม่พ้นจากร้านของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ขึ้นรถ พันตำรวจโทพรชัย กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวหินขับรถยนต์มาขวางทางออกไว้ แล้วจับกุมนายนิรันดร์และจำเลยที่ 2 ส่วนร้อยตำรวจโทหัตถพลและดาบตำรวจนิสิต ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และนางสุดาทิพย์ที่รออยู่ที่หลังร้านเซเว่นอีเลฟเว่นใกล้ร้านของผู้เสียหายที่ 3 แล้วกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายทำทีเป็นขอเช่ารถยนต์จากผู้เสียหายที่ 3 เพื่อลักรถยนต์ โดยโจทก์อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลจากนายนิรันดร์ ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แต่โจทก์กลับมีเพียงคำให้การของนายนิรันดร์ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโทชัยวัฒน์ ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบต่อสู้ว่า นายนิรันดร์แต่เพียงผู้เดียวเป็นตัวการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวทั้งหมด จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คำให้การในชั้นสอบสวนของนายนิรันดร์เท่ากับเป็นพยานซัดทอด ซึ่งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนี้ ศาลจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 1 กับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้านบัดดี้ แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกแต่อย่างใด ทั้งพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงตกเป็นที่สงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วรงค์พร จิระภาค-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-สุภัทร์ สุทธิมนัส) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
629408
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972858"
    }
}
date
2558
deka_no
2789/2558
deka_running_no
2789
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วรงค์พร จิระภาค",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "สุภัทร์ สุทธิมนัส"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226/2 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 227 วรรคสอง",
            "ม. 227/1 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุภลักษณ์ สระแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ริบเงิน 1,200 บาท ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นางสาวธนภร ผู้เสียหายที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌพ 2510 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทโตโยต้าลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 มอบรถยนต์คันดังกล่าวให้นายณัฐวุฒิ ผู้เสียหายที่ 3 เป็นผู้ครอบครองดูแล และนำออกให้บุคคลภายนอกเช่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายนิรันดร์ทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌพ 2510 กรุงเทพมหานคร กับผู้เสียหายที่ 3 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 มอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 3 ยึดถือไว้ ขณะนายนิรันดร์ขับรถยนต์เคลื่อนออกไปยังไม่พ้นจากร้านของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ขึ้นรถ พันตำรวจโทพรชัย กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวหินขับรถยนต์มาขวางทางออกไว้ แล้วจับกุมนายนิรันดร์และจำเลยที่ 2 ส่วนร้อยตำรวจโทหัตถพลและดาบตำรวจนิสิต ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และนางสุดาทิพย์ที่รออยู่ที่หลังร้านเซเว่นอีเลฟเว่นใกล้ร้านของผู้เสียหายที่ 3 แล้วกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายทำทีเป็นขอเช่ารถยนต์จากผู้เสียหายที่ 3 เพื่อลักรถยนต์ โดยโจทก์อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลจากนายนิรันดร์ ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แต่โจทก์กลับมีเพียงคำให้การของนายนิรันดร์ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโทชัยวัฒน์ ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบต่อสู้ว่า นายนิรันดร์แต่เพียงผู้เดียวเป็นตัวการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวทั้งหมด จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คำให้การในชั้นสอบสวนของนายนิรันดร์เท่ากับเป็นพยานซัดทอด ซึ่งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนี้ ศาลจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 1 กับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้านบัดดี้ แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกแต่อย่างใด ทั้งพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงตกเป็นที่สงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000296.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558