คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3365/2558 ฉบับเต็ม

#629410
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3365/2558 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ บริษัทรวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 179 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 7 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิม จึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายนั้นชอบแล้ว พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 7 บัญญัติให้โจทก์เป็นทบวง มีฐานะเทียบเท่ากรม โจทก์จึงเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้แทนโจทก์ย่อมมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินคดีแทนได้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 และคำสั่งของโจทก์ที่ 767/2548 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระบุแจ้งชัดว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรก็จะมอบอำนาจให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมอบอำนาจช่วงให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 7,509,787.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นเงิน 8,074,021.91 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,509,787.83 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักคนงานและลูกจ้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 69,972 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักคนงานและลูกจ้างออกไปจากที่ดินโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมบริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าใสท้อนและป่าคลองโซง ในท้องที่ตำบลชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ภายในเนื้อที่ 15,000 ไร่ มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2543 บริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเพียง 1,794 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา เนื่องจากมีชาวบ้านเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อน ครั้นวันที่ 21 กันยายน 2531 บริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง หลังจากนั้นจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบริษัทดังกล่าว ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2537 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ดังกล่าว ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาปฏิรูปที่ดินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่ 2 ว่า โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายไม่ชอบ เนื่องจากฟ้องเดิมโจทก์ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับกรณีนี้ และการแก้ไขคำฟ้องมิใช่เป็นการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางส่วนหรือเพิ่มเติมคำฟ้องให้สมบูรณ์ ทั้งคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่เกี่ยวข้องพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดเข้าด้วยกันได้นั้น ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิมจึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องส่วนนี้ได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 7 บัญญัติให้โจทก์เป็นทบวง มีฐานะเทียบเท่ากรม โจทก์จึงเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้แทนโจทก์ย่อมมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินคดีแทนได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 และคำสั่งของโจทก์ที่ 767/2548 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระบุแจ้งชัดว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรก็จะมอบอำนาจให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมอบอำนาจช่วงให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ (ประมวญ รักศิลธรรม-ธีระพงศ์ จิระภาค-อำนาจ พวงชมพู) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
629410
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972621"
    }
}
date
2558
deka_no
3365/2558
deka_running_no
3365
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "อำนาจ พวงชมพู"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 179"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 38"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทรวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 7,509,787.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นเงิน 8,074,021.91 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,509,787.83 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักคนงานและลูกจ้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 69,972 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักคนงานและลูกจ้างออกไปจากที่ดินโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมบริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าใสท้อนและป่าคลองโซง ในท้องที่ตำบลชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ภายในเนื้อที่ 15,000 ไร่ มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2543 บริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเพียง 1,794 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา เนื่องจากมีชาวบ้านเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อน ครั้นวันที่ 21 กันยายน 2531 บริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง หลังจากนั้นจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบริษัทดังกล่าว ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2537 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ดังกล่าว ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาปฏิรูปที่ดินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่ 2 ว่า โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายไม่ชอบ เนื่องจากฟ้องเดิมโจทก์ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับกรณีนี้ และการแก้ไขคำฟ้องมิใช่เป็นการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางส่วนหรือเพิ่มเติมคำฟ้องให้สมบูรณ์ ทั้งคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่เกี่ยวข้องพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดเข้าด้วยกันได้นั้น ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิมจึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องส่วนนี้ได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 7 บัญญัติให้โจทก์เป็นทบวง มีฐานะเทียบเท่ากรม โจทก์จึงเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้แทนโจทก์ย่อมมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินคดีแทนได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 และคำสั่งของโจทก์ที่ 767/2548 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระบุแจ้งชัดว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรก็จะมอบอำนาจให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมอบอำนาจช่วงให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000294.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558