คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2558 ฉบับเต็ม

#630183
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2558 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ เด็กหญิง น. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ร่วม นาย ย. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 44/1, มาตรา 46, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อในคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่ให้เกินที่จำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 18 ปี และอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท ยกฟ้องข้อหาอื่น โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานกระทำชำเราเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 11 ปีเศษ และศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน บ. จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับที่โรงเรียนดังกล่าว วันที่ 6 มกราคม 2553 โจทก์ร่วมไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน บ. ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา โจทก์ร่วมไปล้างหน้าที่บริเวณโรงรับประทานอาหารซึ่งอยู่ประตูด้านหลังโรงเรียน จำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ร่วมให้เดินออกมาด้านหลังโรงเรียน จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปไว้ภายในห้องในขนำซึ่งเป็นเรือนพักอาศัยที่ปลูกอยู่ภายในสวนยางพาราด้านหลังโรงเรียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่ สำหรับจำเลยที่ 1 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์ร่วมเป็นพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ตอนแรกมีเพียงจำเลยที่ 1 กับนายหลิมเข้ามาภายในห้องเกิดเหตุก่อน ส่วนคนอื่นอยู่นอกห้องเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับนายหลิมถอดเสื้อผ้าโจทก์ร่วมออก โจทก์ร่วมดิ้นรนต่อสู้ นายหลิมใช้มือปิดปากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม 1 ครั้ง เสร็จแล้วเดินออกไปนอกห้องเกิดเหตุและเรียกเพื่อนจำเลยที่ 1 เข้ามา จากนั้นจำเลยที่ 2 นายดีดี้ นายหวาน นายยัด นายบ่าว เข้ามาในห้องเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกนานประมาณ 10 นาที ส่วนคนอื่นร่วมกันจับหน้าอกและอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 มิได้มีสิ่งใดปกปิดใบหน้าและกระทำต่อหน้าโจทก์ร่วมนานประมาณ 10 นาที โจทก์ร่วมจึงมีโอกาสเห็นและจดจำใบหน้าจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่า โจทก์ร่วมเพิ่งมาศึกษาอยู่โรงเรียน บ. ก่อนเกิดเหตุได้ประมาณ 1 เดือน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองกับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 2 แม้ในชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมจะมิได้ให้การชัดเจนเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 ใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ร่วมเบิกความต่อศาล ก็ไม่มีผลทำให้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องเสียไปถึงขนาดรับฟังไม่ได้ คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และพวกร่วมกันคบคิดนัดหมายกันมาตั้งแต่ต้นด้วยการร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องเกิดเหตุและให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนส่วนของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 310 วรรคแรก 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ เมื่อพิเคราะห์ถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 แล้ว สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 แต่ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ โดยยังไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือรับการฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (บุญไชย ธนาพันธ์สิน-พฤษภา พนมยันตร์-จรูญ ชีวิตโสภณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
630183
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972269"
    }
}
date
2558
deka_no
4187/2558
deka_running_no
4187
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน",
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "จรูญ ชีวิตโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 44/1",
            "ม. 46",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "เด็กหญิง น. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ย. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่ให้เกินที่จำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 18 ปี และอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท ยกฟ้องข้อหาอื่น

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานกระทำชำเราเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 11 ปีเศษ และศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน บ. จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับที่โรงเรียนดังกล่าว วันที่ 6 มกราคม 2553 โจทก์ร่วมไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน บ. ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา โจทก์ร่วมไปล้างหน้าที่บริเวณโรงรับประทานอาหารซึ่งอยู่ประตูด้านหลังโรงเรียน จำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ร่วมให้เดินออกมาด้านหลังโรงเรียน จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปไว้ภายในห้องในขนำซึ่งเป็นเรือนพักอาศัยที่ปลูกอยู่ภายในสวนยางพาราด้านหลังโรงเรียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่ สำหรับจำเลยที่ 1 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่

โจทก์ร่วมเป็นพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ตอนแรกมีเพียงจำเลยที่ 1 กับนายหลิมเข้ามาภายในห้องเกิดเหตุก่อน ส่วนคนอื่นอยู่นอกห้องเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับนายหลิมถอดเสื้อผ้าโจทก์ร่วมออก โจทก์ร่วมดิ้นรนต่อสู้ นายหลิมใช้มือปิดปากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม 1 ครั้ง เสร็จแล้วเดินออกไปนอกห้องเกิดเหตุและเรียกเพื่อนจำเลยที่ 1 เข้ามา จากนั้นจำเลยที่ 2 นายดีดี้ นายหวาน นายยัด นายบ่าว เข้ามาในห้องเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกนานประมาณ 10 นาที ส่วนคนอื่นร่วมกันจับหน้าอกและอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 มิได้มีสิ่งใดปกปิดใบหน้าและกระทำต่อหน้าโจทก์ร่วมนานประมาณ 10 นาที โจทก์ร่วมจึงมีโอกาสเห็นและจดจำใบหน้าจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่า โจทก์ร่วมเพิ่งมาศึกษาอยู่โรงเรียน บ. ก่อนเกิดเหตุได้ประมาณ 1 เดือน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองกับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 2 แม้ในชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมจะมิได้ให้การชัดเจนเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 ใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ร่วมเบิกความต่อศาล ก็ไม่มีผลทำให้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องเสียไปถึงขนาดรับฟังไม่ได้ คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และพวกร่วมกันคบคิดนัดหมายกันมาตั้งแต่ต้นด้วยการร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องเกิดเหตุและให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนส่วนของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 310 วรรคแรก 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ เมื่อพิเคราะห์ถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 แล้ว สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 แต่ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ โดยยังไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือรับการฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000291.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558