คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8385/2561 ฉบับเต็ม

#630656
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8385/2561 นาย ฉ. ผู้ร้อง นาย ท. กับพวก ผู้ร้องสอด บริษัท ก. ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน ส่วนผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามอ้างว่าผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมีเนื้อที่เพียง 2 งานเศษ ส่วนที่เหลือผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าและชาวบ้านร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ากล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่เกินเนื้อที่ 2 งานเศษ ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมีข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านและเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าโต้แย้งกรรมสิทธิ์ทั้งกับผู้ร้องและผู้คัดค้านในที่ดินส่วนดังกล่าว ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเป็นต้องเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงร้องสอดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยอมออกจากที่ดินพิพาทแล้ว และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเข้ามาเป็นคู่ความในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมดก็จะทำให้คดีต้องล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน โดยทำประโยชน์และใช้เป็นที่อยู่อาศัยเนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2544 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดขัดขวางหรือคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 โดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านเดือนละ 1,120,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องขอขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ และขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องสอดแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจะต้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ จึงไม่รับคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องสอด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าฎีกาขอให้รับคำร้องสอด ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท... และขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าที่ว่า ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ร้องถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ขอให้รับคำร้องสอด เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน โดยทำประโยชน์และใช้เป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2544 ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดิน เมื่อที่ดินตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงยังคงอนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินต่อมา ผู้ร้องไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาให้เจ้าของที่ดินเดิมหรือผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินเป็นการยึดถือที่ดินเพื่อตนเอง ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินของผู้คัดค้านต่อไป ขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมีเนื้อที่เพียง 2 งานเศษ ส่วนที่เหลือผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าและชาวบ้านร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ปี 2544 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้เห็นได้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์นั้น ส่วนที่เกินเนื้อที่ 2 งานเศษ (13 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวาเศษ) เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมีข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน และเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าโต้แย้งกรรมสิทธิ์ทั้งกับผู้ร้องและผู้คัดค้านในที่ดินส่วนดังกล่าว ตามคำร้องสอดจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงร้องสอดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยอมออกจากที่ดินพิพาทแล้ว และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม ดังนี้หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเข้ามาเป็นคู่ความในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมดก็จะทำให้คดีดังกล่าวข้างต้นต้องล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าที่จะไปฟ้องคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (แก้ว เวศอุไร-ธราธร ศิลปโอสถ-ชาติชาย กริชชาญชัย) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายจีรวัต สิทธิคงศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.807/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1084/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ343/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
630656
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายจีรวัต สิทธิคงศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081956072"
    }
}
date
2561
deka_no
8385/2561
deka_running_no
8385
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "แก้ว เวศอุไร",
    "ธราธร ศิลปโอสถ",
    "ชาติชาย กริชชาญชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ฉ."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "นาย ท. กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัท ก."
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน โดยทำประโยชน์และใช้เป็นที่อยู่อาศัยเนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2544 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดขัดขวางหรือคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 โดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านเดือนละ 1,120,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องขอขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ และขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องสอดแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจะต้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ จึงไม่รับคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องสอด

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าฎีกาขอให้รับคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท... และขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าที่ว่า ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ร้องถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ขอให้รับคำร้องสอด เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน โดยทำประโยชน์และใช้เป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2544 ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดิน เมื่อที่ดินตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงยังคงอนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินต่อมา ผู้ร้องไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาให้เจ้าของที่ดินเดิมหรือผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินเป็นการยึดถือที่ดินเพื่อตนเอง ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินของผู้คัดค้านต่อไป ขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมีเนื้อที่เพียง 2 งานเศษ ส่วนที่เหลือผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าและชาวบ้านร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ปี 2544 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้เห็นได้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์นั้น ส่วนที่เกินเนื้อที่ 2 งานเศษ (13 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวาเศษ) เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมีข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน และเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าโต้แย้งกรรมสิทธิ์ทั้งกับผู้ร้องและผู้คัดค้านในที่ดินส่วนดังกล่าว ตามคำร้องสอดจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงร้องสอดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยอมออกจากที่ดินพิพาทแล้ว และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม ดังนี้หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเข้ามาเป็นคู่ความในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมดก็จะทำให้คดีดังกล่าวข้างต้นต้องล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าที่จะไปฟ้องคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1084/2558
primary_red_case_no
พ343/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000153.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.807/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561